ฟิสิกส์ ดิสคอฟเวอรี่ มอบหนังสือ e-book วิทยาศาสตร์มีคำตอบ ของสำนักพิมพ์ OoKBee และ คลิป ของเล่นทางฟิสิกส์ที่ทำให้คุณต้องร้องว๊าว

Cover

ฟิสิกส์ ดิสคอฟเวอรี่ มอบหนังสือ e-book วิทยาศาสตร์มีคำตอบ   ของสำนักพิมพ์ OoKBee และ คลิป ของเล่นทางฟิสิกส์ที่ทำให้คุณต้องร้องว๊าว

     1545553384479

คลิกค่ะ  ฟรี 

คลิป ของเล่นทางฟิสิกส์ที่ทำให้คุณต้องร้องว๊าว

 

 

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

6 ปัจจัยกระตุ้นหัวใจวายที่คุณอาจไม่รู้

_105691232_infarto

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า การสูบบุหรี่ โรคอ้วน และการออกกำลังกายไม่เพียงพออาจทำให้คุณมีโอกาสเกิดภาวะหัวใจวายได้มากขึ้น แต่คุณรู้หรือไม่ว่ายังมีปัจจัยอื่นที่คุณอาจไม่ทราบว่าสามารถกระตุ้นให้หัวใจวายได้ และการมองข้ามปัจจัยเหล่านี้ก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า โรคหัวใจและหลอดเลือดคือกลุ่มโรคที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนทั่วโลก และนี่คือปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคนี้ซึ่งคนส่วนใหญ่อาจมองข้าม

1. ไม่ใช้ไหมขัดฟัน

_105691234_flossing

ฟันและหัวใจของเรามีความเชื่อมโยงกันมากกว่าที่เราคิด

งานวิจัยหลายชิ้นบ่งชี้ว่า คนที่มีปัญหาสุขภาพช่องปากมักมีอัตราการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่าคนปกติ

อาการเลือดออกที่เหงือกและเหงือกอักเสบอาจทำให้เชื้อแบคทีเรียในช่องปากเข้าสู่กระแสเลือดได้ และอาจทำให้เกิดคราบไขมันในหลอดเลือดแดง

นอกจากนี้ ยังอาจกระตุ้นให้ตับผลิตโปรตีนบางชนิดขึ้นในระดับสูง ซึ่งจะทำให้หลอดเลือดเกิดการอักเสบขึ้น อันจะนำไปสู่อาการหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมองตีบ อุดตัน หรือแตก

การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงเหล่านี้ทำได้โดยการใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำ และพบทันตแพทย์ตามกำหนดเวลาที่เหมาะสม

2. การเกลียดหัวหน้างาน

_105717621_gettyimages-499517059

นี่ไม่ใช่เรื่องตลก แต่ความรู้สึกชิงชังเจ้านายอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพหลอดเลือดและหัวใจของคุณได้

งานวิจัยจากสวีเดนที่ทำการศึกษาเป็นเวลา 10 ปี ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ British Medical Journal พบว่าการมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับหัวหน้างานอาจเพิ่มโอกาสการเกิดภาวะหัวใจวายได้ถึง 40%

“ความเครียดในที่ทำงานอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจวายได้” นพ.วีเจย์ กุมาร ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจจากสถาบันสุขภาพหัวใจในเมืองออร์แลนโดของสหรัฐฯ กล่าว

ความเครียดในที่ทำงานประกอบกับปัจจัยอื่น ๆ เช่น การนอนหลับไม่เพียงพอ และการทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพยิ่งเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจขึ้นไปอีก

3. เหตุการณ์ที่สร้างบาดแผลทางจิตใจ

_105717619_gettyimages-929420656

เหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างรุนแรงกะทันหัน เช่น การเสียชีวิตของสมาชิกในครอบครัวอาจสร้างความเสียหายให้หัวใจคุณได้จริง ๆ

ข้อมูลจากสมาคมวัยหมดประจำเดือนแห่งอเมริการะบุว่า เส้นเลือดของผู้หญิงที่เคยผ่านประสบการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างรุนแรง 3 ครั้งในชีวิตหรือมากกว่านั้น มีประสิทธิภาพการทำงานที่ย่ำแย่กว่าผู้หญิงที่ไม่เคยประสบเหตุแบบเดียวกัน

พญ.แจ็คกี ยูบานี แพทย์โรคหัวใจ ระบุว่า ภาวะเครียดสูงสามารถกระตุ้นให้ร่างกายผลิตอะดรีนาลีนมากผิดปกติ ซึ่งจะไปเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและเพิ่ม ภาวะความดันโลหิตสูง

4. ความรู้สึกเหงา

_105717623_gettyimages-909850922

งานวิจัยอีกชิ้นที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ British Medical Journal พบหลักฐานบ่งชี้ว่า คนที่มีความสัมพันธ์ทางสังคมน้อยมีโอกาสเป็นโรคหัวใจเพิ่มขึ้น 29% และมีโอกาสเกิดภาวะหัวใจวายเพิ่มขึ้น 32%

ที่เป็นเช่นนี้เพราะความรู้สึกโดดเดี่ยวเดียวดายสามารถกระตุ้นให้เกิดความเครียดได้ และคนที่รู้สึกเหงามักไม่ค่อยมีใครคอยปรับทุกข์และระบายความรู้สึกต่าง ๆ

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2014 ได้ทำการวิเคราะห์ผู้หญิงกว่า 700,000 คนในช่วงเวลา 8 ปี และพบว่าคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับคู่รักมีความเสี่ยงน้อยลง 28% ที่จะเสียชีวิตจากโรคหัวใจขาดเลือดเมื่อเทียบกับผู้หญิงโสดที่ใช้ชีวิตตามลำพัง

5. โรคซึมเศร้า

_105691236_trauma

สมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกา ระบุว่า 33% ของผู้ป่วยที่เกิดภาวะหัวใจวายในสหรัฐฯ อาจเป็นผู้ที่มีอาการซึมเศร้าร่วมด้วย

ผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานว่าคนที่มีปัญหาสุขภาพจิตอาจถูกถาโถมด้วยอารมณ์ต่าง ๆ จนยากที่จะตัดสินใจในเรื่องสุขภาพของตนเอง

ดร.นีกา โกลด์เบิร์ก ผู้อำนวยการศูนย์โจน เอช ทิช เพื่อสุขภาพสตรี ในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ ระบุว่า ผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามักไม่สามารถควบคุมตัวเองให้มีพฤติกรรมที่ส่งผลดีต่อสุขภาพได้ เช่น การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และการจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น

“คนที่ตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายมักหันไปหาสิ่งที่ช่วยทำให้สบายใจ โดยที่ไม่คำนึงว่ามันจะเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพหรือไม่” ดร.โกลด์เบิร์ก กล่าว

6. วัยทอง

_105723442_agettyimages-1082028610

ผู้หญิงมีแนวโน้มมากขึ้นที่จะเกิดภาวะหัวใจวายเมื่อเข้าสู่วัยทอง หรือวัยหมดประจำเดือน

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ภาวะเช่นนี้อาจเกี่ยวโยงกับการที่ผู้หญิงกลุ่มนี้มีฮอร์โมนเอสโตรเจนตามธรรมชาติในร่างกายลดลง

เชื่อกันว่า ฮอร์โมนเอสโตรเจน ส่งผลดีต่อผนังหลอดเลือดแดง และช่วยให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่น

พญ.ยูบานี เสริมว่า อายุที่มากขึ้นทำให้หลอดเลือดแข็งขึ้น และมีความยืดหยุ่นน้อยลง ซึ่งจะไปเพิ่มระดับความดันในหลอดเลือด

อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และการออกกำลังกายเป็นประจำสามารถช่วยต้านทานภาวะเหล่านี้ได้

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/features-47372105

“กรุงไทย” เปิดสงครามไอที

"กรุงไทย" เปิดสงครามไอที

“กรุงไทย” เปิดสงครามไอที

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารได้เตรียมงบลงทุนด้านเทคโนโลยี (ไอที) ระยะเวลา 5 ปี (2562-2566) จำนวน 19,000 ล้านบาท แบ่งเป็นลงทุนไอทีปีนี้ 12,000 ล้านบาท และอีก 7,000 ล้านบาท เป็นงบลงทุนต่อเนื่อง เพื่อรองรับพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนมาใช้บริการดิจิทัลมากขึ้น

ล่าสุดสาขาของธนาคารมีอยู่ 1,100 แห่งทั่วประเทศ ในอีก 2-3 ปีข้างหน้าจะลดเหลือ 1,000 แห่ง ซึ่งการตัดสินใจปิดสาขาต้องคิดรอบคอบ เนื่องจากปี 2559-2560 ได้ปิดสาขาไปแล้ว 100 แห่ง และพบว่าหลังปิดสาขา 3-6 เดือน ลูกค้าย้ายไปใช้บริการของธนาคารพาณิชย์คู่แข่ง เป็นเหตุผลให้ 2 ปีที่ผ่านมา จึงชะลอปิดสาขา แต่ธนาคารคู่แข่งก็ยังแย่งกันปิดสาขา ทำให้ลูกค้าย้ายมาใช้บริการของธนาคารกรุงไทย

“การปิดสาขาต้องมีทางเลือกให้ลูกค้าสามารถใช้บริการทางการเงินได้ ดังนั้น ปีนี้ธนาคารจึงจะติดตั้งตู้เอทีเอ็มเพิ่มขึ้นอีก 3,000 เครื่อง นำไปติดตั้งทั่วประเทศ เนื่องจากตู้เอทีเอ็ม ให้บริการเหมือนกับสาขา ที่สามารถใช้บริการทางการเงินได้ตลอดเวลา”

ขณะเดียวกัน เรื่องพนักงาน ขอยืนยันว่าไม่มีการปลด แม้ว่าสาขาถูกปิด หรือควบรวม โดยปัจจุบันธนาคารมีพนักงานที่ประจำอยู่เครือข่ายสาขา 18,000 คน จากทั้งหมด 21,000 คน พนักงานที่สาขาถูกปิด หรือควบรวม จะนำมาแนะนำการใช้บริการ แอปพลิเคชัน KTB NEXT และตู้เอทีเอ็ม เพื่อไม่ให้ลูกค้าย้ายหนีไปใช้บริการของธนาคารคู่แข่ง ซึ่งปัจจุบันธนาคารมีลูกค้า KTB NEXT จำนวน 4 ล้านราย สิ้นปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 10 ล้านราย และเมื่อบริการเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ เชื่อว่าพนักงานก็จะลดลง 30% จากทั้งหมด 21,000 คน และปกติในแต่ละปีมีพนักงานเกษียณ และธนาคารก็ได้เปิดโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด ทำให้จำนวนพนักงานลดลงอยู่แล้ว

“ในปีนี้ธนาคารตั้งเป้าสินเชื่อรวมเติบโต 5% จากปีก่อนเติบโต 4.4% โดยเน้นปล่อยสินเชื่อรายย่อยมากขึ้น ส่วนสินเชื่อเอสเอ็มอีเน้นกลุ่มที่มีอนาคต เช่นเกษตรแปรรูป ส่วนสินเชื่อภาครัฐ ตั้งเป้าลดสัดส่วนลง เนื่องจากมีต้นทุนการเงินสูงกว่าธนาคารรัฐ และสินเชื่อรายใหญ่ ตั้งเป้าเติบโตเล็กน้อย ส่วนสินเชื่อรถยนต์ มีแผนนำบริษัทลูกคือกรุงไทยลีสซิ่ง กลับมาให้บริการลูกค้าไตรมาส 2 โดยจะปล่อยกู้ซื้อรถจักรยานยนต์ และจำนำทะเบียนเท่านั้น และไม่เข้าไปแข่งขันในตลาด แต่เน้นให้บริการลูกค้าของธนาคารเท่านั้น”.

 ที่มา www.thairath.co.th/content/1505206

 

นักวิทยาศาสตร์เผย แมงมุมสายพันธุ์ใหม่ ถูกตั้งชื่อตาม “สตอร์มทรูปเปอร์” จากสตาร์วอร์

เป็นเรื่องที่เราทราบกันว่าเวลาที่มีการค้นอะไรใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ ดวงดาว หรือสายพันธุ์ของสัตว์ บ่อยครั้งผู้ที่เป็นคนค้นพบก็จะได้รับสิทธิ์ในการตั้งชื่อของสิ่งที่พบ โดยมากแล้วชื่อที่ถูกนำมาตั้ง จะเป็นชื่อของผู้ที่พบเองหรือไม่ก็ชื่อที่เกิดจากภาษาโบราณอย่างภาษาละติน

แต่มันก็มีบางครั้งเหมือนกันที่ชื่อที่ถูกนำมาตั้งจะได้แรงบันดาลใจมาจากอะไรแปลกๆ อย่างภาพยนตร์เรื่อง “สตาร์วอร์” ได้เช่นกัน

 

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

นั่นเพราะเมื่อวันที่ 14 มีนาคม ค.ศ. 2019 ที่ผ่านมานี้เอง เหล่านักวิทยาศาสตร์ก็ได้ออกมาประกาศว่า แมงมุมขาโก่งสายพันธุ์ใหม่ 6 ชนิดซึ่งถูกค้นพบที่ทวีปอเมริกาใต้ จะได้รับชื่อสปีชีส์ว่า “Stormtropis” ชื่อที่มีต้นแบบมาจาก “สตอร์มทรูปเปอร์” เหล่ากองทหารที่มีชื่อเสียงแห่งฝั่งจักรวรรดิ

ที่แมงมุมเหล่านี้ได้ชื่อว่า Stormtropis มาจากเหตุผลว่า แมงมุมทั้ง 6 ชนิดนั้นมีรูปร่างที่คล้ายคลึงกันมาก แถมบางพันธุ์ยังมีความสามารถในการพรางตัว และอ้างอิงจากนักวิทยาศาสตร์บางคน มันซุ่มซ่ามเงอะงะคล้ายสตอร์มทรูปเปอร์ที่ยิงอะไรก็ไม่เคยโดน

 

 

แน่นอนว่าแมงมุมทั้งหกชนิดที่ถูกค้นพบนั้นย่อมมีลักษณะการใช้ชีวิตที่ต่างกันไปตามถิ่นที่อยู่และสายพันธุ์ ถึงอย่างนั้นพวกมันกลับมีรูปร่างที่คล้ายกันมาก

โดยตัวผู้จะมีกรงเล็บ 2 อันต่อขาหนึ่งข้าง (ซึ่งน้อยกว่าแมงมุมขาโก่งอื่นๆ ที่จะมีกรงเล็บ 3 อัน) และมีอวัยวะเพศที่เห็นได้ชัด ส่วนตัวเมียจะมีอวัยวะเพศรูปร่างคล้ายเห็ด ซึ่งแน่นอนว่าต่างจากแมงมุมขาโก่งอื่นๆ เช่นกัน

 

 

อันที่จริงแล้วแมงมุมตระกูล Stormtropis นั้นมีอยู่ค่อนข้างเยอะและพบได้ง่ายกว่าที่คิด เพราะมันเป็นหนึ่งในแมงมุมขาโก่งกลุ่มแรกๆ ที่ถูกบันทึกไว้ในโคลอมเบีย แต่กว่าที่แมงมุมเหล่านี้จะถูกยืนยันการมีตัวต้นอยู่ (และได้รับชื่อสุดแปลก) มันก็เมื่อไม่นานมานี้เท่านั้น

 

ที่มา livesciencemirrorpopsci และ sciencedaily

ข่าวดี ! คนแพ้กุ้ง อาจกลับมากินกุ้งได้

ฮือฮา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิจัยการ “แพ้กุ้ง” ของคนไทย มีผู้สนใจสมัครนับพันคน ชี้ต้องการหาคำตอบคนแต่ละคนแพ้กุ้งชนิดไหน หรือแพ้ส่วนไหนในตัวกุ้ง โดยคาดจะใช้เวลา 3 ปี

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาฮือฮามาก ในโลกโซเชียล “คนแพ้กุ้ง อาจกลับมากินกุ้งได้” หลังมีการส่งต่อประกาศของทีมนักวิจัยกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นอาจารย์แพทย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่กำลังศึกษาการแพ้กุ้งของคนไทย ขอรับอาสาสมัคร ที่สนใจมาร่วมเป็นหนึ่งในกลุ่มทดสอบจำนวน 50 คน แต่หลังประกาศไปได้ไม่เท่าไหร่ ผลตอบรับเกินคาด ล่าสุด มีผู้แสดงความจำนงค์ขอเป็นอาสาสมัครแล้วหลายพันคน พร้อมๆกับความหวังของคนที่แพ้กุ้งที่จะได้กลับมากินกุ้งใหม่ได้อีกครั้ง

นพ.สิระ นันทพิศาล อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในทีมวิจัยเรื่อง”การแพ้กุ้ง” ของคนไทย ยอมรับกับทางไทยพีบีเอส ว่า โปสเตอร์เชิญชวนให้ผู้สนใจ มาร่วมเป็นอาสาสมัครกับโครงวิจัยเกี่ยวกับการแพ้กุ้ง พร้อมๆกับ แคปชั่นที่สร้างความฮือฮามากที่สุด ในขณะนี้ว่า “คนแพ้กุ้งอาจกลับมากินกุ้งได้” ถูกโพสต์โดยหนึ่งในอาสาสมัครของทีมวิจัย

ตั้งเป้ารับสมัครอาสาสมัคร 50 คนจากเดิม ที่มีอยู่แล้ว 25 คน ซึ่งปรากฎว่าเพียงครึ่งวันเศษ ก็มีผู้สนใจหลายพันคนอยากจะเป็นอาสาสมัคร ด้วยความเข้าใจว่าการวิจัยนี้ จะช่วยให้คนแพ้กุ้งกลับมากินกุ้งได้

แต่ข้อเท็จจริงแล้ว การวิจัยมี 2 โครงการ โครงการแรก คือพัฒนาน้ำยาทดสอบที่ใช้กับผิวหนัง หรือ “skin test” เดิมไทยนำเข้าจากต่างประเทศ แต่น้ำยาที่กำลังพัฒนามีความละเอียดเทสการแพ้กุ้งได้ 3 สายพันธุ์ กุ้งขาวกุ้งแชบ๊วย กุ้งกุลาดำ ดังนั้นคนที่ร่วมโครงการแล้วรู้ว่าตัวเองแพ้สายพันธุ์ใด ก็หลีกเลี่ยงได้ และกินสายพันธุ์ที่ไม่แพ้ได้

โครงการ 2 คือ การวิจัยโปรตีนในกุ้ง ส่วนใหญ่คือตระกูล “โทรโปไมโอซิน” แต่โปรตีนที่อยู่ในแต่ละส่วนต่างกัน เช่น มันกุ้งเป็นชนิดหนึ่ง แต่เนื้อกุ้งเป็นอีกชนิดหนึ่ง จึงทำให้บางคนกินเนื้อกุ้งได้ แต่กินมันกุ้งไม่ได้ ดังนั้นถ้ารู้ว่าเราแพ้ส่วนใดของกุ้ง ก็หลีกเลี่ยงส่วนอื่นกลับไปกินได้

 

ตั้งเป้า “คนแพ้กุ้ง จะกลับมากินกุ้งได้”

ส่วนคำถามว่า “คนแพ้กุ้ง จะกลับมากินกุ้งได้” นพ.สิระ ตอบกับไทยพีบีเอสว่า เป็นความจริงเพราะหากคนแพ้กุ้ง รู้ว่า ตัวเองแพ้กุ้งสายพันธุ์ไหน หรือกุ้งส่วนไหน เขาก็จะสามารถหลีกเลี่ยงหรือเลือกกินกุ้งสายพันธุ์ที่เขาไม่แพ้ได้

ผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาด้วยอาการแพ้อาหารส่วนใหญ่จะแพ้กุ้ง แต่ที่น่าสนใจคือผู้ป่วยที่แพ้กุ้งบางคน กินเนื้อกุ้งได้ แต่กินมันกุ้งแล้วแพ้ หรือมีบางคนกินกุ้งสายพันธุ์นี้ได้ แต่กินสายพันธุ์อื่นแล้วแพ้ 

การวิจัยเบื้องต้น ยังพบข้อมูลที่น่าสนใจ คือ คนแพ้กุ้งบางคน เว้นการกินกุ้งมากกว่า 10 ปี แล้วกลับมาทดสอบปรากฎว่าไม่แพ้ ผ่านการตรวจทั้ง 4 ขั้นตอน ซักประวัติ ใช้น้ำยาทดสอบตรวจเลือดและลองกินกุ้ง แต่โครงการวิจัยนี้ ยังอยู่ในระยะที่ 1 เท่านั้นจะวิจัยต่อไปอีก 3 ปี เพื่อพัฒนาน้ำยาทดสอบอาการแพ้โดยย้ำว่า การวิจัยนี้ไม่ใช่การวิจัย เพื่อรักษาคนที่มีอาการแพ้กุ้ง ให้กลับมากินกุ้งได้ อย่างที่มีการตีความกันไปก่อนหน้านี้

เวิลด์ไวด์เว็บ (World-Wide Web : WWW) มีต้นกำเนิดจากที่ไหน

เวิลด์ไวด์เว็บ (World-Wide Web : WWW) มีต้นกำเนิดจากที่ไหน

มีคนจำนวนไม่น้อยที่อาจจะไม่รู้จัก CERN มีชื่อเต็มว่า องค์การวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป ทั้ง ๆ ที่ CERN อาจจะช่วยทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้นทุกวันนี้

นอกจากต้นกำเนิดของเวิลด์ไวด์เว็บ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ www จะมาจาก CERN แล้ว งานหลัก ๆ อื่น ๆ คือเตรียมเครื่องเร่งอนุภาคและโครงสร้างอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อการวิจัยด้านฟิสิกส์อนุภาค เป็นที่ตั้งของห้องปฏิบัติการนิวเคลียร์ฟิสิกส์ขนาดใหญ่

เล็งใช้อนุภาคควอนตัมสำรวจเบื้องลึกภายในหลุมดำ

หลุมดำImage copyrightESO

ไม่มีใครทราบได้ว่าด้านในของหลุมดำที่มืดสนิทนั้นมีอะไรอยู่บ้าง เพราะสรรพสิ่งรวมทั้งข้อมูลที่ผ่านเข้าไปในหลุมดำจะไม่สามารถนำกลับคืนออกมาอีกได้ แต่ล่าสุดนักฟิสิกส์จากสหรัฐฯและแคนาดาได้เสนอแนวทางใหม่ ซึ่งชี้ว่าเราอาจจะใช้ “ความพัวพันเชิงควอนตัม” (Quantum entanglement) ในการไขปริศนานี้ได้

ตามหลักการของกลศาสตร์ควอนตัมแล้ว คู่ของอนุภาคควอนตัมซึ่งถูกสร้างให้มี “ความพัวพัน” ระหว่างกัน จะมีปฏิกิริยาตอบสนองตามกันในทันทีที่เกิดความเปลี่ยนแปลงกับอนุภาคใดอนุภาคหนึ่ง ไม่ว่าทั้งสองจะอยู่ในตำแหน่งที่ห่างกันไปเท่าใดก็ตาม

ดร. เบนิ โยชิดะ จากสถาบันเพริมิเทอร์เพื่อการศึกษาฟิสิกส์ทฤษฎีของแคนาดา และดร. นอร์แมน เหยา จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเบิร์กลีย์ของสหรัฐฯ เผยถึงแนวคิดข้างต้นในวารสาร Nature โดยระบุว่าหลักความพัวพันเชิงควอนตัมจะทำให้เราทราบถึงข้อมูลเชิงสถานะของอนุภาคที่ตกลงไปในหลุมดำ ผ่านการตรวจสอบคู่ของมันอีกอนุภาคหนึ่งซึ่งจะหลุดพ้นจากหลุมดำออกมาได้ด้วยการแผ่รังสีฮอว์คิง (Hawking radiation)

ก่อนหน้านี้เชื่อกันว่าข้อมูลของสรรพสิ่งที่ตกลงไปในหลุมดำจะถูกทำลายและผสมปนเปเข้ากับข้อมูลของสิ่งอื่น ๆ อย่างปั่นป่วนวุ่นวายจนไม่สามารถจะนำข้อมูลนั้นกลับคืนมาได้ แม้กฎของกลศาสตร์ควอนตัมจะยืนยันว่าข้อมูลไม่มีวันสูญหายไปก็ตาม บ้างก็เชื่อว่าจะนำข้อมูลที่อยู่ในหลุมดำกลับคืนมาได้ ก็ต่อเมื่อรอให้หลุมดำหดตัวเล็กลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของขนาดเดิมเสียก่อน ซึ่งต้องใช้เวลารอคอยยาวนานกว่าอายุของจักรวาลในปัจจุบันเสียอีก

อย่างไรก็ตาม ทีมผู้วิจัยพบว่าอาจใช้วิธีปล่อยอนุภาคควอนตัมลงไปในหลุมดำ ก่อนจะนำข้อมูลที่ได้จากการแผ่รังสีฮอว์คิง ซึ่งก็คืออนุภาคของแสง (โฟตอน) ที่หลุมดำปลดปล่อยออกมาหลังจากนั้น มาคำนวณหาร่องรอยของสิ่งที่เกิดขึ้นกับอนุภาคควอนตัมที่ติดอยู่ในหลุมดำได้ แม้จะเป็นงานหนักเพราะต้องทำการคำนวณกันอย่างขนานใหญ่ก็ตาม

มีการทดสอบวิธีการดังกล่าวด้วยแบบจำลองหลุมดำที่สร้างขึ้นในควอนตัมคอมพิวเตอร์แบบ 7 คิวบิต (Qubit) พบว่าอนุภาคควอนตัมที่อยู่ในสภาพปั่นป่วนภายในหลุมดำ สามารถ “เทเลพอร์ต” (Teleport) หรือส่งผ่านข้อมูลมายังคู่อนุภาคที่อยู่ภายนอกหลุมดำได้กว่าครึ่ง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อการพัฒนาวิธีการนี้เพื่อไขปริศนาเบื้องลึกของหลุมดำในอนาคต

สัตว์โลกน่าพิศวง “หวีวุ้นผิวปุ่ม” ร่างกายมีรูทวารเฉพาะตอนจะขับถ่าย

หวีวุ้นผิวปุ่มไม่ใช่แมงกะพรุน แต่เป็นสัตว์ในไฟลัมทีโนฟอรา (Ctenophora)Image copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพหวีวุ้นผิวปุ่มไม่ใช่แมงกะพรุน แต่เป็นสัตว์ในไฟลัมทีโนฟอรา (Ctenophora)

หวีวุ้น (Comb jelly) ซึ่งเป็นสัตว์ทะเลที่ภายนอกดูคล้ายแมงกะพรุนนั้น บางชนิดมีโครงสร้างร่างกายที่น่ามหัศจรรย์ โดยล่าสุดนักชีววิทยาค้นพบว่า “หวีวุ้นผิวปุ่ม” (Warty comb jelly) เป็นสัตว์โลกชนิดเดียวที่ไม่มีช่องทางสำหรับถ่ายอุจจาระอย่างถาวร แต่รูทวารจะปรากฏขึ้นก็ต่อเมื่อร่างกายต้องการขับถ่ายของเสีย และเมื่อเสร็จธุระแล้วรูทวารชั่วคราวก็จะหายไปอย่างไร้ร่องรอย

หวีวุ้นกับแมงกะพรุนนั้นที่จริงเป็นสัตว์คนละชนิดกัน โดยหวีวุ้นทั่วไปมีปาก รวมทั้งทางเดินอาหารแบบผ่านตลอด และรูทวารสำหรับขับถ่าย หวีวุ้นบางชนิดมีหลายรูทวาร แต่หวีวุ้นผิวปุ่มซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Mnemiopsis leidyi ไม่มีรูทวารปรากฏให้เห็นในเวลาปกติ แม้นักวิทยาศาสตร์จะพยายามส่องกล้องจุลทรรศน์กำลังขยายสูงค้นหาอย่างละเอียดแล้วก็ตาม

ดร. ซิดนีย์ แทมม์ จากห้องปฏิบัติการชีววิทยาทางทะเลในเมืองวูดส์โฮล รัฐแมสซาชูเซตส์ของสหรัฐฯ เผยแพร่ผลการศึกษาครั้งนี้ลงในวารสาร Invertebrate Biology โดยระบุว่าหวีวุ้นผิวปุ่มไม่มีช่องทางเชื่อมต่อถาวรระหว่างทางเดินอาหารกับร่างกายส่วนหลังแบบสัตว์ทั่วไป แต่เมื่อของเสียในร่างกายสะสมเพิ่มขึ้น บางส่วนของทางเดินอาหารจะพองตัวขึ้นเหมือนลูกโป่ง และขยายไปจนจรดกับเซลล์ของผิวชั้นนอกสุดหรือชั้นหนังกำพร้า

จากนั้นเซลล์ทางเดินอาหารจะรวมตัวเข้ากับเซลล์หนังกำพร้า ก่อตัวเป็นช่องเปิดให้สามารถขับถ่ายของเสียออกมาได้ในชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่กระบวนการนี้จะเดินย้อนกลับและทำให้รูทวารที่เกิดขึ้นหายไปในทันที

การที่ทางเดินอาหารและผิวหนังชั้นนอกของหวีวุ้นบางมาก โดยเกิดจากการเรียงตัวของเซลล์เพียงเซลล์เดียว ทำให้กระบวนการสร้างและสลายรูทวารเป็นไปได้ง่าย หวีวุ้นยังเป็นสัตว์ที่ขับถ่ายเป็นช่วง ๆ อย่างตรงเวลาสม่ำเสมอ โดยตัวเต็มวัยขนาด 5 เซนติเมตรจะขับถ่ายหนึ่งครั้งในทุกชั่วโมง ส่วนตัวอ่อนจะขับถ่ายทุก 10 นาที

ดร. แทมม์สันนิษฐานว่า การมีรูทวารแบบผลุบโผล่โดยเกิดขึ้นชั่วคราวและหายไปได้นี้ อาจเป็นขั้นตอนหนึ่งที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างเกิดวิวัฒนาการ โดยคาดว่าลักษณะเช่นนี้จะนำไปสู่การสร้างรูทวารแบบถาวรในที่สุด

แฝดกึ่งเหมือน ‘ที่ได้รับการพิสูจน์เป็นคู่ที่ 2 ของโลก’

อสุจิสองตัว ปฏิสนธิกับไข่ 1 ใบImage copyrightQUEENSLAND UNIVERSITY OF TECHNOLOGY
คำบรรยายภาพคาดว่า ไข่ 1 ใบปฏิสนธิกับอสุจิ 2 ตัว ในเวลาเดียวกัน ก่อนที่จะแบ่งตัวเป็น 2 ส่วน

แพทย์ยืนยันสิ่งที่พวกเขาบอกว่าเป็นแฝด “กึ่งแท้” หรือ “กึ่งเหมือน” คู่ที่ 2 ของโลก

คู่แฝดเด็กชายและเด็กหญิง ซึ่งปัจจุบันมีอายุ 4 ขวบ จากเมืองบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย มีความเหมือนกันในฝ่ายแม่ แต่ทั้งคู่มีดีเอ็นเอเหมือนกันเพียงบางส่วนเท่านั้นในฝ่ายพ่อ ดังนั้นในแง่ของพันธุกรรม ฝาแฝดคู่นี้จึงอยู่ระหว่างการเป็นแฝดแท้และแฝดต่างไข่

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นได้ยากเป็นอย่างยิ่ง ตัวอ่อนที่เกิดขึ้นเช่นนี้มักจะไม่สามารถอยู่รอดได้

ศ. นิโคลัส ฟิสก์ ซึ่งเป็นผู้นำคณะที่ดูแลแม่และคู่แฝดนี้ที่โรงพยาบาลรอยัลบริสเบนแอนด์วีเมนส์ (Royal Brisbane and Women’s Hospital) ในปี 2014 กล่าวว่า การค้นพบนี้เกิดขึ้นจากการสแกนการตั้งครรภ์เป็นประจำ

ถือเป็นครั้งแรกที่มีการพิสูจน์แฝดกึ่งเหมือนได้ในช่วงที่ตั้งครรภ์อยู่

แพทย์ระบุว่า คุณแม่ซึ่งมีลูกเป็นครั้งแรกมีอายุ 28 ปีในขณะนั้น และเป็นการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ

กรณีนี้ได้รับการเผยแพร่ไว้ในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ (New England of Journal of Medicine)

“การอัลตราซาวด์คุณแม่ในช่วง 6 สัปดาห์ พบว่า มีรกเพียงรกเดียว และพบตำแหน่งของถุงน้ำคร่ำที่บ่งชี้ว่าเธอกำลังตั้งครรภ์ลูกแฝด” ศ. ฟิสก์ กล่าว

“อย่างไรก็ตามการอัลตราซาวด์ในช่วง 14 สัปดาห์ พบว่า แฝดคู่นี้เป็นเพศชายและหญิง ซึ่งเป็นไปไม่ได้สำหรับแฝดแท้

เกิดขึ้นได้อย่างไร?

แฝดแท้ หรือแฝดร่วมไข่ เกิดขึ้นเมื่อไข่ 1 ใบ ปฏิสนธิกับอสุจิ 1 ตัว จากนั้นไข่ได้แบ่งตัวเป็น 2 ส่วน ทำให้กลายเป็นทารก 2 คน

แฝดเช่นนี้จะมีเพศเดียวกันและมียีนเหมือนกัน มีลักษณะภายนอกเหมือนกัน

ส่วนแฝดคล้าย หรือแฝดต่างไข่ เกิดขึ้นเมื่อไข่ 2 ใบปฏิสนธิกับอสุจิคนละตัว และพัฒนาเป็นตัวอ่อนเติบโตภายในครรภ์พร้อมกัน

แฝดเช่นนี้อาจจะมีเพศต่างกันได้ และไม่ได้ต่างอะไรไปจากการเป็นพี่น้องกันทั่วไป เพียงแต่เกิดพร้อมกันเท่านั้น

ในกรณีของแฝดกึ่งแท้ หรือกึ่งเหมือน คาดว่าเกิดจากไข่ 1 ใบได้ปฏิสนธิกับอสุจิ 2 ตัวภายในเวลาเดียวกัน จากนั้นไข่ได้แบ่งตัวเป็น 2 ส่วน

ถ้าไข่ 1 ใบปฏิสนธิกับอสุจิ 2 ตัว เท่ากับว่ามีโครโมโซม 3 ชุด แทนที่จะเป็น 2 ชุด โดย 1 ชุดมาจากแม่ และ 2 ชุดมาจากพ่อ

นักวิจัยระบุว่า โครโมโซม 3 ชุด “โดยทั่วไปแล้วไม่เหมาะสำหรับการมีชีวิตอยู่ และปกติแล้วตัวอ่อนจะไม่อยู่รอด”

ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อของฝาแฝดคู่นี้


ฝาแฝดเกิดจากอะไร?

ทารกแฝดจับมือกันImage copyrightGETTY IMAGES

แฝดต่างไข่พบได้ปกติในบางครอบครัว แฝดต่างไข่มักพบได้ในคุณแม่ที่มีอายุมาก เพราะมักจะตกไข่มากกว่า 1 ใบในการตกไข่ 1 รอบ

ส่วนแฝดไข่ใบเดียวกันไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย

การรักษาการมีบุตรยากด้วยการทำเด็กหลอดแก้วช่วยเพิ่มโอกาสในการมีลูกแฝด เพราะอาจมีการฝังตัวอ่อนมากกว่า 1 ตัว เข้าไปในมดลูก

สมาคมแทมบา หรือ Twins and Multiple Births Association (Tamba) ระบุว่า มีฝาแฝดเกิดขึ้นราว 12,000 คู่ในแต่ละปีในสหราชอาณาจักร


กรณีพิเศษ

แฝดกึ่งแท้ที่มีเอกสารยืนยันครั้งแรกเกิดขึ้นในสหรัฐฯ เมื่อปี 2007

ศ. ฟิสก์ กล่าวว่า การวิเคราะห์ฐานข้อมูลฝาแฝดทั่วโลก เน้นย้ำให้เห็นว่าโอกาสที่จะเกิดแฝดกึ่งแท้นั้นยากมาก

เขาและเพื่อนร่วมงานได้สำรวจข้อมูลพันธุกรรมจากแฝดต่างไข่ 968 คู่ รวมทั้งผลการศึกษาระดับโลกอีกจำนวนมาก แต่ไม่พบว่า มีกรณีของแฝดกึ่งแท้คู่อื่นอยู่เลย

“เรารู้ว่านี่เป็นแฝดกึ่งแท้ที่เป็นกรณีพิเศษ” ศ. ฟิสก์ กล่าวเพิ่มเติม

“ขณะนี้แพทย์อาจจะเห็นว่ากรณีนี้เป็นแฝดร่วมไข่ แต่ความพิเศษของแฝดคู่นี้ก็คือ ไม่มีแฝดคู่อื่นที่ผ่านการทดสอบทางพันธุกรรมเป็นประจำมาก่อน”

 

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/international-47406195

21 มีนาคมนี้ กลางวันยาวเท่ากับกลางคืน

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

สดร.เผย 21 มีนาคม 2562 เป็นวัน “วสันตวิษุวัต” ช่วงเวลากลางวันยาวนานเท่ากับกลางคืน ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี ถือเป็นวันเปลี่ยนฤดูกาลเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิของประเทศทางซีกโลกเหนือ และเปลี่ยนสู่ฤดูใบไม้ร่วงของประเทศในซีกโลกใต้นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ สดร. กล่าวว่า วันที่ 21 มีนาคมนี้ เป็นวัน “วสันตวิษุวัต” (วะ-สัน-ตะ-วิ-สุ-วัด) (Vernal Equinox) กลางวันยาวเท่ากับกลางคืน “วิษุวัต” (Equinox) ในภาษาสันสกฤตหมายถึง จุดที่ดวงอาทิตย์อยู่ในตำแหน่งตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตรของโลกพอดี แปลเป็นภาษาไทยว่า “ราตรีเสมอภาค” แต่ละวันดวงอาทิตย์จะปรากฏในตำแหน่งต่างกัน เปลี่ยนตำแหน่งไปประมาณวันละ 1 องศา

“เมื่อดวงอาทิตย์เคลื่อนมา ณ ตำแหน่งตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตรของโลก ทำให้ดวงอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าทางทิศตะวันออก และตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกพอดี จึงมีช่วงเวลากลางวันยาวเท่ากับกลางคืน นับเป็นวันเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิของประเทศทางซีกโลกเหนือ และเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงของประเทศในซีกโลกใต้ สำหรับประเทศไทย วันดังกล่าวดวงอาทิตย์ขึ้นเวลาประมาณ 06:22 น. และจะตกลับขอบฟ้า เวลาประมาณ 18:28 น. เวลา ณ กรุงเทพมหานคร”

นายศุภฤกษ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ในหนึ่งปี โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี โลกจึงมีระยะห่างจากดวงอาทิตย์ไม่เท่ากัน ช่วงใกล้ที่สุดประมาณต้นเดือนมกราคม (147 ล้านกิโลเมตร) และช่วงไกลที่สุดประมาณต้นเดือนกรกฎาคม (ระยะห่างเฉลี่ย 152 ล้านกิโลเมตร) เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของระยะทางใกล้-ไกล ในการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ถือเป็นอัตราส่วนที่น้อยมาก ไม่มีผลต่อการเกิดฤดูกาลแต่อย่างใด

“แต่การที่แกนหมุนของโลกเอียงทำมุม 23.5 องศากับระนาบวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ พื้นที่ต่างๆ ทั่วโลกจึงรับแสงอาทิตย์ได้ในปริมาณไม่เท่ากัน ส่งผลให้มีอุณภูมิต่างกัน รวมถึงมีระยะเวลากลางวันและกลางคืนที่ต่างกันด้วย เป็นเหตุให้เกิดฤดูกาลขึ้นบนโลก จะสังเกตได้ว่าในฤดูร้อนเวลากลางวันจะยาวกว่ากลางคืน ดวงอาทิตย์จะขึ้นเร็วและตกช้า ส่วนในฤดูหนาว เวลากลางคืนจะยาวนานกว่ากลางวัน ดวงอาทิตย์จะขึ้นช้าและตกเร็ว”
ในรอบ 1 ปี เกิดปรากฏการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการขึ้น-ตกของดวงอาทิตย์ ดังนี้

1. วันวสันตวิษุวัต (วะ-สัน-ตะ-วิ-สุ-วัด) (Vernal Equinox) ในปี 2562 ตรงกับวันที่ 21 มี.ค. เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันเท่ากับกลางคืนพอดี นับเป็นวันที่ประเทศทางซีกโลกเหนือย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ส่วนซีกโลกใต้เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง

2. วันครีษมายัน (ครีด-สะ-มา-ยัน) (Summer Solstice) ในปี 2562 ตรงกับวันที่ 21 มิ.ย. เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางเหนือมากที่สุด และตกทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางเหนือมากที่สุด ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันยาวที่สุดในรอบปี สำหรับประเทศทางซีกโลกเหนือ นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูร้อน ส่วนประเทศทางซีกโลกใต้ช่วงกลางวันจะสั้นที่สุดในรอบปี นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูหนาว

3. วันศารทวิษุวัต (สาด-ทะ-วิ-สุ-วัด) (Autumnal Equinox) ในปี 2562 ตรงกับวันที่ 23 ก.ย. เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันเท่ากับกลางคืนพอดี นับเป็นวันที่ประเทศทางซีกโลกเหนือย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ส่วนซีกโลกใต้เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ

4. วันเหมายัน (เห-มา-ยัน) (Winter Solstice) ในปี 2562 ตรงกับวันที่ 22 ธ.ค. เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด และตกทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันสั้นที่สุดและกลางคืนยาวที่สุดในรอบปี หรือที่คนไทยเรียกว่า “ตะวันอ้อมข้าว” สำหรับประเทศทางซีกโลกเหนือ นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูหนาว ส่วนประเทศทางซีกโลกใต้ ช่วงกลางวันจะยาวที่สุดในรอบปี นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูร้อน


 

 

ที่มา : https://mgronline.com/science/detail/9620000025284