ITER เตรียมติดตั้งแม่เหล็กแรงสูงพลังมากกว่าสนามแม่เหล็กโลก 280,000 เท่า (ความรู้ทางฟิสิกส์)

แม่เหล็กพลังสูงเซ็นทรัลโซลินอยด์ (Central Solenoid) แม่เหล็กพลังสูงมากที่สุดในโลก

นักวิทยาศาสตร์ฝรั่งเศสในโครงการวิจัยนิวเคลียร์ฟิวชันระหว่างประเทศ (ITER) เตรียมติดตั้งแม่เหล็กพลังสูงเซ็นทรัลโซลินอยด์ (Central Solenoid) เข้าไปในเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชันที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาบริเวณเมืองเซาเปาดูโรนตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส โครงการวิจัยดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างแหล่งพลังงานในลักษณะใกล้เคียงดวงอาทิตย์เทียมบนโลก

เมื่อติดตั้งครบทุกชิ้นแม่เหล็กพลังสูงเซ็นทรัลโซลินอยด์ (Central Solenoid) จะมีความสูง 60 ฟุต เส้นผ่าศูนย์กลาง 14 ฟุต น้ำหนักประมาณ 1,000 ตัน ชิ้นส่วนของแม่เหล็กพัฒนาโดยบริษัท General Atomics ประเทศสหรัฐอเมริกาก่อนส่งมายังประเทศฝรั่งเศส แม่เหล็กสามารถเป็นตัวนำไฟฟ้ายิ่งยวดสร้างความร้อนและทนต่อแรงกดดันมหาศาลสำหรับการผลิตนิวเคลียร์ฟิวชัน สร้างสนามแม่เหล็กได้แรงกว่าสนามแม่เหล็กของโลกประมาณ 280,000 เท่า เปรียบเทียบกับสิ่งก่อสร้างบนโลกแม่เหล็กพลังสูงเซ็นทรัลโซลินอยด์มีพลังมากพอที่จะยกเรือบรรทุกเครื่องบินได้ทั้งลำ

สำหรับการติดตั้งแม่เหล็กพลังสูงเซ็นทรัลโซลินอยด์จะถูกติดตั้งเข้ากับเครื่องปฏิกรณ์ฟิวชันแบบโทคาแมค (Tokamak) ทำหน้าที่จำลองปฏิกิริยานิวเคลียร์ในลักษณะใกล้เคียงกับดวงอาทิตย์ การรวมกันของอะตอมไฮโดรเจนหนึ่งคู่และสร้างอะตอมฮีเลียมพร้อมปล่อยพลังงานความร้อนสูง 150 ล้านองศาเซลเซียส น้ำที่ถูกสูบผ่านเครื่องปฏิกรณ์ฟิวชันจะได้รับความร้อนและเปลี่ยนสถานะเป็นไอน้ำ นักวิทยาศาสตร์นำไอน้ำที่ได้ไปใช้หมุนกังหันเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า

โครงการวิจัยนิวเคลียร์ฟิวชันระหว่างประเทศ (ITER) การพัฒนานิวเคลียร์ฟิวชันเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าสู่ชั้นบรรยากาศนับเป็นหนึ่งในเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชันที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดในโลก โครงการนี้เริ่มต้นในปี 2007 จากความร่วมมือของหลายประเทศ เช่น จีน สหภาพยุโรป อเมริกา อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รัสเซีย ออสเตรเลีย คาซัคสถาน

ปัจจุบันโครงการวิจัยนิวเคลียร์ฟิวชันระหว่างประเทศ (ITER) อยู่ในระหว่างการพัฒนาทีมวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์มีแผนการเดินปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชันระยะแรกในปี 2025 และเดินเครื่องเต็มระบบในปี 2035 หากการทดสอบประสบความสำเร็จจะเป็นก้าวสำคัญของมนุษยชาติ ในการสร้างแหล่งพลังงานไฟฟ้าที่ยั่งยืน พลังงานนิวเคลียร์ฟิวชันมีความสะอาดและปลอดภัยมากกว่าพลังงานนิวเคลียร์ฟิชชัน

ITER เตรียมติดตั้งแม่เหล็กแรงสูงพลังมากกว่าสนามแม่เหล็กโลก 280,000 เท่า

ITER เตรียมติดตั้งแม่เหล็กแรงสูงพลังมากกว่าสนามแม่เหล็กโลก 280,000 เท่า

ITER เตรียมติดตั้งแม่เหล็กแรงสูงพลังมากกว่าสนามแม่เหล็กโลก 280,000 เท่า

แหล่งที่มา futurism.com , miamiherald.com , newscientist.com , iter.org

แม่เหล็กคืออะไร

Magnet-(1).jpg

magnet.jpg

NewMagnet.jpg

      แม่เหล็กในธรรมชาติ เป็นที่รู้จักกันมานานแล้ว โดยการสังเกตพบว่ามีสินแร่เหล็กบางชนิดที่สามารถดูดเศษเหล็กต่างๆเข้ามาติดได้ หลังจากนั้นจึงมีผู้คิดค้นเพื่อนำแม่เหล็กมาใช้งานกันแพร่หลายจนถึงปัจจุบัน ปกติแล้วถ้านำแท่งแม่เหล็กไปแขวนลอยไว้อย่างอิสระปลายทั้งสองข้างของมันจะชี้ไปทางทิศเหนือและทิศใต้โดยอัตโนมัติ โดยปลายข้างที่ชี้ไปทางทิศเหนือเรียกว่า “ขั้วเหนือหรือขั้ว N” และปลายข้างที่ชี้ไปทางทิศใต้เรียกว่า “ขั้วใต้หรือขั้ว S” ซึ่งต่อมาได้นำ หลักการนี้ไปใช้ทำเข็มทิศช่วยในการเดินเรือ
     แม่เหล็กนั้นมีความสัมพันธ์กับไฟฟ้าอย่างมาก เนื่องจากอุปกรณ์ไฟฟ้าบางชนิดจำเป็นต้องใช้แม่เหล็กหรือหลักการของแม่เหล็กประกอบในการนำมาใช้งานต่างๆ รวมทั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าบางชนิดในรถยนต์ ได้แก่ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าหรือเยนเนอเรเตอร์ (Generator) เป็นต้น

นร.กัมพูชาสุดเจ๋ง คิดค้นโดรนบินได้เลี่ยงรถติด

messageImage_1632275425809

นักเรียนเทคนิคกัมพูชาไอเดียเลิศ คิดค้นโดรนบินได้ใช้แทนรถ หวังแก้ปัญหาการจราจรติดขัด และต่อยอดนำไปช่วยงานดับเพลิงได้ในอนาคต

กลุ่มเด็กนักเรียนชาวกัมพูชาจากสถาบันโปลีเทคนิคแห่งชาติกัมพูชา ช่วยกันคิดค้นโดรนบินได้ต้นแบบ เพื่อเป็นพาหนะในยุคอนาคต แก้ปัญหารถติดในกรุงพนมเปญ และจะนำไปต่อยอดเพื่อนำไปใช้ในงานฉุกเฉินอย่างการดับเพลิงอาคารสูงของเจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้

โดยโดรนลำนี้มี 8 ใบพัด โดยใช้เก้าอี้ของโรงเรียนเป็นที่นั่งนักบิน โดยขณะนี้ยังอยู่ในขั้นทดสอบและพัฒนาให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยโดรนต้นแบบสามารถบรรทุกนักบินที่น้ำหนักไม่เกิน 60 กิโลกรัม และสามารถบินในระดับความสูง 4 เมตร เป็นระยะเวลานาน 10 นาที โดยตั้งเป้าว่าจะสามารถนำไปช่วยงานนักดับเพลิงที่ต้องเข้าระงับเหตุเพลิงไหม้ที่มีความสูงเกินกว่าที่รถดับเพลิงจะเข้าถึงได้

ทดสอบเครื่องบินพลังงานไฟฟ้าติดตั้งชุดแบตเตอรี่ทรงพลังมากที่สุดในโลก

ทดสอบเครื่องบินพลังงานไฟฟ้าติดตั้งชุดแบตเตอรี่ทรงพลังมากที่สุดในโลก

โรลส์-รอยซ์ (Rolls-Royce) บริษัทผู้นำด้านเทคโนโลยีเครื่องยนต์สำหรับอากาศยานในประเทศอังกฤษประสบความสำเร็จในการทดสอบเครื่องบินพลังงานไฟฟ้า Spirit of Innovation ที่ถูกพัฒนาขึ้นหลังจากบริษัทเปิดตัวโครงการพัฒนาเครื่องบินพลังงานไฟฟ้าความเร็วสูง (ACCEL) ในปี 2019 โดยได้รับความร่วมมือจากบริษัทพันธมิตรด้านเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าและการสนับสนุนเงินทุนจาก สถาบันเทคโนโลยีการบินและอวกาศ (ATI) กรมธุรกิจพลังงานและยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม (BEIS) ประเทศอังกฤษ

การทดสอบเครื่องบินพลังงานไฟฟ้า Spirit of Innovation ในครั้งนี้มีขึ้นเมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมาบริเวณสนามบิน MOD Boscombe Down ฐานทัพอากาศ กระทรวงกลาโหมสหราชอาณาจักร เครื่องบินพลังงานไฟฟ้าใช้เวลาทดสอบบินบนอากาศประมาณ 15 นาที ก่อนลงจอดอย่างปลอดภัย โดยในขณะทำการบินทีมงานได้ทำการเก็บข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับระบบพลังงานไฟฟ้าและระบบขับเคลื่อนของเครื่องบินเพื่อใช้ในการปรับปรุงการทดสอบบินครั้งต่อไป นับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของบริษัทโรลส์-รอยซ์และบริษัทพันธมิตรในการพัฒนาเครื่องบินพลังงานไฟฟ้า

เครื่องบินพลังงานไฟฟ้า Spirit of Innovation หรือ จิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมได้รับการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์เพื่อให้เครื่องบินสามารถทำความเร็วได้สูงสุดรองรับนักบิน 1 ที่นั่ง เครื่องบินติดตั้งชุดแบตเตอรี่ขนาด 6,000 เซลล์ ทรงพลังมากที่สุดเท่าที่เคยมีการติดตั้งบนเครื่องบินพลังงานไฟฟ้า ระบบส่งกำลังไฟฟ้า 400 กิโลวัตต์ หรือประมาณ 536 แรงม้า และสามารถให้กำลังสูงสุด 750 กิโลวัตต์ หรือประมาณ 1,000 แรงม้า มอเตอร์ไฟฟ้า YASA 750R จำนวน 3 ตัว หมุนใบพัดความเร็วประมาณ 2,400 รอบต่อนาที ติดตั้งระบบเซ็นเซอร์ตรวจสอบการทำงานของระบบ 20,000 จุดพร้อมระบบควบคุมความร้อนไม่ให้สูงจนเกินไป

สำหรับแผนการในอนาคตบริษัทเตรียมทดสอบเครื่องบินพลังงานไฟฟ้า Spirit of Innovation เพิ่มเติมเพื่อให้สามารถทำสถิติโลกที่ความเร็วมากกว่า 300 ไมล์ต่อชั่วโมงหรือประมาณ 480 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อุตสาหกรรมการบินถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ สู่บรรยากาศโลก บริษัทมีเป้าหมายสูงสุดในการปฏิวัติวงการเครื่องบินของโลกให้เข้าสู่ยุคของเครื่องบินพลังงานไฟฟ้าเพื่อลดการปล่อยมลพิษให้เท่ากับ 0% ภายในปี 2050

ทดสอบเครื่องบินพลังงานไฟฟ้าติดตั้งชุดแบตเตอรี่ทรงพลังมากที่สุดในโลก

ทดสอบเครื่องบินพลังงานไฟฟ้าติดตั้งชุดแบตเตอรี่ทรงพลังมากที่สุดในโลก

ทดสอบเครื่องบินพลังงานไฟฟ้าติดตั้งชุดแบตเตอรี่ทรงพลังมากที่สุดในโลก

แหล่งที่มา newatlas.com , rolls-royce.com  , designboom.com 

“หลอดไฟเป่าลม” สายตั้งแคมป์ต้องมีติดตัว !!

11

ในยุคนี้หลอดไฟที่ให้แสงสว่างแบบพกพานั้นมีอยู่อย่างหลากหลาย แต่ “Everglow Light Tube” หลอดไฟเป่าลมโดยบริษัท Klymit จัดเป็นหลอดไฟรูปแบบใหม่ที่เหมาะกับคนชอบไปเที่ยวแคมป์หรือออกผจญภัยเป็นอย่างมาก

ในยุคนี้หลอดไฟที่ให้แสงสว่างแบบพกพานั้นมีอยู่อย่างหลากหลาย แต่ “Everglow Light Tube” หลอดไฟเป่าลมโดยบริษัท Klymit จัดเป็นหลอดไฟรูปแบบใหม่ที่เหมาะกับคนชอบไปเที่ยวแคมป์หรือออกผจญภัยเป็นอย่างมาก

12 13

พบหลุมดำมีแรงดันเป็นลบ ชี้เป็นตัวแปรสู่การรวม 2 ทฤษฎี “กลศาสตร์ควอนตัม-สัมพัทธภาพทั่วไป”

120612282_blackholerealisticgettyimages

นักฟิสิกส์และนักคณิตศาสตร์จากมหาวิทยาลัยซัสเซกซ์ของสหราชอาณาจักร ค้นพบคุณสมบัติใหม่ของหลุมดำเข้าโดยบังเอิญ ขณะที่กำลังคำนวณเพื่อแก้ไขข้อมูลบางอย่าง

พวกเขาพบว่าหลุมดำนั้นมีแรงดันที่กระทำต่อสิ่งแวดล้อมภายนอก แต่ทว่าเป็น “แรงดันลบ” (negative pressure) ซึ่งคุณสมบัตินี้บ่งชี้ว่า หลุมดำมีอุณหภูมิและมีการหดตัวผ่านการแผ่รังสีความร้อน ทำให้มันมีขนาดเล็กลงทีละน้อยจนระเหยหายไปได้ในที่สุด ตรงตามหลักการแผ่รังสีฮอว์คิง (Hawking radiation) ซึ่งเป็นมุมมองเชิงฟิสิกส์ควอนตัมที่มีมาก่อนหน้านี้

รูปหลุมดำแบบสมจริง
Getty Images

ผลการศึกษาข้างต้นได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Physical Review D โดยศาสตราจารย์ เซเวียร์ คาลเม็ต ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า ในขณะที่เขากับฟอล์เคิร์ต ไคเปอร์ นักศึกษาวิจัยระดับปริญญาเอก กำลังใช้หลักความโน้มถ่วงเชิงควอนตัม (Quantum Gravity) ทำการคำนวณ เพื่อแก้ไขค่าเอนโทรปีหรือความปั่นป่วนที่ขอบฟ้าเหตุการณ์ของหลุมดำชวาร์ซชิลด์ (Schwarzschild black hole) ให้มีความถูกต้องมากขึ้นอยู่นั้น กลับมีตัวเลขหนึ่งปรากฏขึ้นมาในสมการซ้ำกันหลายครั้ง จนต้องหยุดเพื่อตรวจสอบ

พวกเขาต้องประหลาดใจ เมื่อพบว่าตัวเลขดังกล่าวคือค่าของความดันที่มีหน่วยเป็นบาร์ (Bar) ซึ่งชี้ว่าหลุมดำชวาร์ซชิลด์ที่มีมวลเท่ากับดวงอาทิตย์และเป็นต้นแบบในการศึกษาครั้งนี้มีแรงดันอยู่ แต่ทว่าเป็นแรงดันในระดับต่ำมาก ซ้ำยังเป็นค่าติดลบเสียอีก

เราสามารถเขียนค่าของแรงดันจากหลุมดำดังกล่าวเป็นเลขยกกำลังได้เท่ากับ -2E ^(-46) โดย E นั้นคือค่าความดันบรรยากาศ 1 บาร์ ที่ระดับน้ำทะเลของโลก

การค้นพบแรงดันลบของหลุมดำ สอดคล้องกับหลักการแผ่รังสีฮอว์คิง (Hawking radiation)
Getty Images

การค้นพบแรงดันลบของหลุมดำ สอดคล้องกับหลักการแผ่รังสีฮอว์คิง (Hawking radiation)

การที่หลุมดำมีแรงดันเป็นลบนั้น แสดงว่ามันกำลังหดตัวลงอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งถือว่าสอดคล้องกับหลักการแผ่รังสีฮอว์คิงมากจนทำให้เชื่อได้ว่า ปรากฏการณ์ทั้งสองอย่างนี้จะต้องมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในทางกลศาสตร์ควอนตัมเป็นแน่

ศ. คาลเม็ตคาดว่า ความโน้มถ่วงเชิงควอนตัมน่าจะเป็นตัวการที่ทำให้เกิดแรงดันลบนี้ขึ้น และความเชื่อมโยงระหว่างแรงดันลบกับการแผ่รังสีของหลุมดำ จะเป็นกุญแจสำคัญที่เปิดทางสู่การใช้ทฤษฎีควอนตัมเข้ามาไขปริศนาต่าง ๆ ของหลุมดำได้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของภาวะเอกฐาน (singularity) ซึ่งเป็นจุดที่หลุมดำมีความหนาแน่นเป็นอนันต์ จนกฎของความโน้มถ่วงตามทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปที่เคยใช้อธิบายหลุมดำกันมาก่อน กลับใช้การไม่ได้อีกต่อไป

“ผมหวังว่าเมื่อเราสามารถผสานทฤษฎีสนามควอนตัม (Quantum Field Theory) ให้รวมเข้ากับทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปได้สำเร็จ เมื่อนั้นเราจะสามารถนิยามและให้คำอธิบายใหม่แก่เรื่องหลุมดำได้ดียิ่งกว่านี้” ศ. คาลเม็ตกล่าว

ทริปท่องอวกาศโดยพลเรือนเที่ยวแรกของโลก ลงจอดปลอดภัย

messageImage_1632030039241

1632105458841@2x

แคปซูลสเปซเอ็กซ์ที่พาพลเรือน 4 ราย ออกท่องอวกาศนอกโลก ได้เดินทางกลับสู่โลกอย่างปลอดภัยแล้ว โดยกางร่มชูชีพลงบริเวณมหาสมุทรแอตแลนติก นอกชายฝั่งรัฐฟลอริดา ของสหรัฐอเมริกา

ทริปการเดินทางท่องอวกาศครั้งประวัติศาสตร์ ของแคปซูลสเปซเอ็กซ์พร้อมพลเรือน 4 ราย สำเร็จราบรื่นด้วยดี หลังจากแคปซูลสเปซเอ็กซ์พร้อมผู้โดยสาร 4 คน กางร่มชูชีพลงบริเวณมหาสมุทรแอตแลนติก นอกชายฝั่งรัฐฟลอริดา ของสหรัฐอเมริกา ตามแผนเมื่อช่วง 19.00 น. ตามเวลาในท้องถิ่น โดยมีเรือของสเปซเอ็กซ์ที่ได้จอดรออยู่เดินทางเข้าช่วยเหลือ โดยมีการตรวจสุขภาพทั้งสี่คนบนเรือ ก่อนจะนำทั้งหมดขึ้นเฮลิคอปเตอร์กลับไปยังแหลมคานาวารัล เพื่อไปพบหน้าครอบครัวที่มารับอยู่ที่นั่น

ลูกเรือพลเรือนทั้ง 4 คน ในทีมอินสไปร์เรชั่น 4 คือ จาเร็ด ไอแซคแมน มหาเศรษฐีอเมริกันวัย 38 ปี ผู้บริหารบริษัท อีคอมเมิร์ซชิฟต์ 4 เพย์เมนต์ และพลเรือนอีก 3 คนที่ถูกคัดเลือกมาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย คือ เฮย์ลีย์ อาร์เซโนซ์ หญิงอเมริกันวัย 29 ปี, คริสโตเฟอร์ เซมโบรสกี อดีตทหารกองทัพอากาศสหรัฐฯ และ ซีอาน พรอคเตอร์ ศาตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์วัย 51 ปี ได้ออกเดินทางจากศูนย์อวกาศเคนเนดีขององค์การนาซา โดยจรวดฟัลคอน 9 ที่แหลมคานาวารัล รัฐฟลอริดา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลังจากนั้นทั้งสี่คนได้พูดคุยไลฟ์สดมายังโลก เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมาตามเวลาในท้องถิ่น โดยทั้งหมดแข็งแรงดี และยังได้ทดลองทำหลายๆ อย่างในอวกาศ อย่างคริสโตเฟอร์ เซมโบรสกี ได้ใช้โอกาสนี้โชว์เล่นอูคูเลเล่ในสภาพไร้แรงโน้มถ่วง ขณะที่เฮย์ลีย์ อาร์เซโนซ์ นางพยาบาลสาว ได้พูดระดมทุนเพื่อนำเงินไปช่วยเหลือโรงพยาบาลวิจัยเด็กเซนต์ จู้ด ก่อนที่จะเดินทางกลับสู่โลกอย่างปลอดภัย รวมเวลาในการเดินทางทั้งหมด 3 วัน นับเป็นการสร้างประวัติศาสตร์นำมนุษย์ 4 คน ซึ่งไม่มีประสบการณ์ด้านอวกาศมาก่อน ไปโคจรรอบโลกได้สำเร็จ.

หุ่นยนต์ Spot เริ่มปฏิบัติงานรักษาความปลอดภัยภายในโรงงาน Hyundai

บริษัท Hyundai ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ในประเทศเกาหลีใต้นำหุ่นยนต์ Spot มาทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยภายในโรงงานผลิตรถยนต์ของบริษัท

บริษัท Hyundai ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ในประเทศเกาหลีใต้เปิดเผยความคืบหน้าในการนำหุ่นยนต์ Spot เข้ามาทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยภายในโรงงานผลิตรถยนต์ของบริษัท โดยทีมงานวิศวกรได้ทำการติดตั้งระบบเพิ่มเติมให้กับหุ่นยนต์ Spot เพื่อใช้ในภารกิจรักษาความปลอดภัยโดยเฉพาะ นับเป็นอีกครั้งที่หุ่นยนต์ Spot ถูกนำมาใช้งานเพื่อช่วยเหลือกิจกรรมของมนุษย์หลังจากถูกพัฒนาขึ้นในช่วงปี 2017 โดยบริษัท Boston Dynamics ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นบริษัทในเครือของบริษัท Hyundai ประเทศเกาหลีใต้

การออกแบบหุ่นยนต์ Spot ได้รับแรงบันดาลใจจากสุนัขสัตว์เลี้ยงยอดนิยมของมนุษย์ หุ่นยนต์เคลื่อนที่ด้วยขาทั้ง 4 ข้าง มีจุดเด่นในด้านความสามารถในการเคลื่อนที่รวดเร็วและมีการทรงตัวที่ยอดเยี่ยม หุ่นยนต์ Spot ที่ถูกนำมาใช้งานในโรงงานของบริษัท Hyundai ได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีกล้อง LiDAR (Light Detection and Ranging) การตรวจสอบวัตถุโดยใช้แสงเลเซอร์ กล้องตรวจจับความร้อนมองหาอุณหภูมิสูงเพื่อป้องกันอันตรายจากไฟไหม้ การตรวจสอบประตูที่ถูกเปิดทิ้งไว้ ระบบการขับเคลื่อนอัตโนมัติส่งข้อมูลไปยังศูนย์ควบคุมแบบเรียลไทม์เพื่อแจ้งเตือนหากพบสิ่งผิดปกติในบริเวณโรงงาน

สำหรับหุ่นยนต์ Spot รุ่นที่บริษัทวางจำหน่ายโดยปกติจะถูกแบ่งออกเป็น 2 รุ่นด้วยกัน คือ รุ่น Explorer สามารถปฏิบัติภารกิจอยู่ในพื้นที่จำกัด 1 กิโลเมตรและรุ่น Enterprise สามารถปฏิบัติภารกิจได้ในระยะทางที่มากกว่าหุ่นยนต์รุ่นแรกและสามารถชาร์จพลังงานไฟฟ้าได้ด้วยตัวเอง หุ่นยนต์ Spot ทั้งสองรุ่นมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ประมาณ 74,500 ดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 2,480,000 บาท ผู้ใช้งานสามารถเลือกติดตั้งระบบเพิ่มเติมได้ตามความต้องการ เช่น แขนหุ่นยนต์และกล้องความละเอียดสูง

ภายใต้แนวคิดวิทยาการหุ่นยนต์เพื่อมวลมนุษยชาติ (Robotics for Humanity) หุ่นยนต์ Spot ถูกนำไปใช้งานในภารกิจที่หลากหลายหลังจากบริษัท Boston Dynamics วางจำหน่ายหุ่นยนต์ในช่วงปี 2019 โดยมีหน่วยงานตำรวจของรัฐแมสซาชูเซตส์เป็นหน่วยงานแรกที่นำหุ่นยนต์ Spot ไปใช้งานในภารกิจร่วมกับตำรวจ เช่น การตรวจสอบวัตถุระเบิด ในปี 2020 บริษัท SpaceX นำหุ่นยนต์ Spot ไปใช้งานตรวจสอบรักษาความปลอดภัยให้กับศูนย์พัฒนาและฐานปล่อยจรวดของบริษัท นอกจากนี้ในช่วงการระบาดของ COVID-19 โรงพยาบาลในสหรัฐอเมริกายังได้นำหุ่นยนต์ Spot ไปใช้งานเพื่อขนส่งอุปกรณ์ทางการแพทย์ภายในโรงพยาบาลและช่วยในการยืนยันตัวตนของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษา

หุ่นยนต์ Spot เริ่มปฏิบัติงานรักษาความปลอดภัยภายในโรงงาน Hyundai

หุ่นยนต์ Spot เริ่มปฏิบัติงานรักษาความปลอดภัยภายในโรงงาน Hyundai

แหล่งที่มา cnet.com

เหตุใด COVID-19 สายพันธุ์ “เดลต้า″ ถึงระบาดไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว

messageImage_1631489573442

นักวิทยาศาสตร์พบคำตอบ ถึงสาเหตุที่ว่าทำไมเชื้อโควิดสายพันธุ์เดลต้า จึงแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว

SARS-CoV-2 สายพันธุ์เดลต้าก่อให้เกิดการระบาดของโรค COVID-19 ที่แพร่กระจายและรุนแรงกว่าเดิม จนสายพันธุ์นี้แทบจะกลายเป็นเชื้อสายพันธุ์หลักทั่วโลก นักวิทยาศาสตร์จึงพยายามค้นหาว่า เหตุใดไวรัสสายพันธุ์นี้จึงแพร่กระจายได้เร็วอย่างน่าตกใจเช่นนี้

การแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์เดลต้าถูกบันทึกครั้งแรกในเดือนธันวาคม 2563 ในประเทศอินเดีย จากนั้นไม่นานอัตราการแพร่ระบาดของเชื้อสายพันธุ์เดลต้าเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด แซงสายพันธุ์ก่อนหน้าอย่างแอลฟาและเบต้า จนกลายเป็นเชื้อก่อโรค COVID-19 ตัวฉกาจในหลายประเทศทั่วโลก

การศึกษาล่าสุดจากความร่วมมือของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก เริ่มต้นจากการทดลองในห้องปฏิบัติการ พบว่าภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยที่เคยติดเชื้อจนหายดีแล้ว มีความไวต่อเชื้อสายพันธุ์เดลต้าลดลง 6 เท่า และภูมิคุ้มกันจากวัคซีนก็มีความไวต่อเชื้อลดลงถึง 8 เท่าด้วย โดยเทียบกับความไวต่อการตอบสนองของภูมิคุ้มกันต่อเชื้อสายพันธุ์ดั้งเดิม dcac9017-39ca-48ad-9dab-d98b093fe04a

ที่มาของภาพ https://qz.com/india/2036052/delta-variant-is-causing-a-surge-in-covid-cases-globally/

ถัดมาเป็นการทดลองในเซลล์ที่เลียนแบบทางเดินหายใจของมนุษย์ เพื่อค้นหาว่าเหตุใดเชื้อจึงแพร่กระจายและเข้าสู่เซลล์ได้เร็วกกว่าสายพันธุ์อื่น ซึ่งพบว่าเชื้อสายพันธุ์เดลต้ามีจำนวนส่วนที่ใช้ในการบุกรุกเข้าสู่เซลล์ (เรียกว่า Cleaved spikes) เพิ่มขึ้น ทำให้มันยึดติดกับเซลล์อย่างแน่นหนาและเข้าสู่เซลล์ได้เร็วกว่า

หลังจากที่ไวรัสเข้าสู่เซลล์เรียบร้อยแล้ว พวกมันยังสามารถเร่งให้เซลล์เพิ่มจำนวนไวรัสรุ่นใหม่ได้อย่างรวดเร็ว นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกมันจึงแพร่กระจายได้เร็ว และติดเชื้อได้ง่ายกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้า

เหตุใด COVID-19 สายพันธุ์ เดลต้า ถึงระบาดไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว

ที่มาของภาพ https://www.bbc.com/news/health-57489740

 

Ravi Gupta หนึ่งในทีมนักวิทยาศาสตร์ในการศึกษาครั้งนี้จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ กล่าวว่า จากผลการศึกษาข้างต้นช่วยอธิบายถึงสาเหตุการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วของไวรัสสายพันธุ์เดลต้า นอกจากนี้ยังมีหลักฐานที่สนับสนุนว่าภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อสายพันธุ์แอลฟา, เบต้า หรือการฉีดวัคซีน มีผลลดลงต่อสายพันธุ์เดลต้า ดังนั้น วัคซีนที่มีอยู่ในปัจจุบันอาจจะไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันแบบหมู่ต่อสายพันธุ์เดลต้าได้

แม้ผลสำรวจเจ้าหน้าที่ในสถานพยาบาลกว่า 100 แห่งที่ได้รับการฉีดวัคซีน COVID-19 พบว่าเจ้าหน้าที่ยังสามารถติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดลต้าได้ เพียงวัคซีนจะช่วยลดความรุนแรงของโรคลงได้บ้าง หากแต่ความสามารถในการแพร่กระจายของเชื้อยังรวดเร็วดังเดิม ทำให้การแพร่ระบาดยังไม่ลดลงและเกิดการติดเชื้อซ้ำได้อีกด้วย ทางออกที่ดีที่สุดคือการผลิต Booster dose หรือวัคซีนกระตุ้นสำหรับป้องกันไวรัสสายพันธุ์เดลต้าโดยเฉพาะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก New Atlas

 

“LIFT3 eFoil” กระดานโต้คลื่นบินได้เหนือผิวน้ำรุ่นใหม่ล่าสุด

 eFoil LIFT3 กระดานโต้คลื่นบินได้เหนือผิวน้ำรุ่นใหม่ล่าสุดจาก Lift Foils

“eFoil” คือการหยิบเอากระดานโต้คลื่นมาผนวกเข้ากับเทคโนโลยี Hydrofoils เทคโนโลยีที่ทำให้เรือลอยอยู่เหนือน้ำ โดยคำว่าฟอยล์นั้นหมายถึงตัวปีกที่ทิ่มลงไปใต้น้ำ ใช้สำหรับสร้างแรงยก เพื่อยกตัวเรือให้ลอยอยู่เหนือน้ำนั่นเอง อย่างไรก็ตาม eFoil LIFT3 ไม่ใช่กระดานโต้คลื่นบินได้เหนือผิวน้ำเครื่องแรก เพราะ eFoil เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2018 หรือประมาณ 3 ปีมาแล้ว

และ Lift Foils ก็คือบริษัทเจ้าแรกของโลก ที่สร้าง eFoil ออกมาขายในเชิงพาณิชย์ได้สำเร็จและจดสิทธิบัตร eFoil ไว้ในสหรัฐอเมริกา โดยหลังจากนั้นมาก็ได้มีการพัฒนาต่อ จนมาถึงรุ่นล่าสุดอย่าง eFoil LIFT3 นี้นี่เอง

LIFT3 eFoil กระดานโต้คลื่นบินได้เหนือผิวน้ำรุ่นใหม่ล่าสุด !!

eFoil ของ Lift Foils จะขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าและไฮโดรฟอยล์คาร์บอนไฟเบอร์ที่ติดผ่านบูมด้านล่างตัวบอร์ด ตัวบอร์ดจะทำงานโดยใช้กระบวนการเดียวกับแผ่นไฮโดรฟอยล์ของเรือ Hydrofoils ทั่วไป แผ่นไฮโดรฟอยล์จะจมอยู่ใต้น้ำตลอดเวลา และปีกของไฮโดรฟอยล์จะสร้างแรงยกคล้ายกับปีกของเครื่องบิน ทำให้เราและบอร์ดลอยอยู่เหนือน้ำนั่นเอง

โดยเราจะสามารถควบคุม eFoil ได้ผ่านคอนโทรลเลอร์ Bluetooth แบบไร้สายที่มีความแม่นยำสูงและไม่มีระบบเกียร์ให้ยุ่งยาก แค่ขึ้นไปยืน บาลานซ์ให้ได้ ก็น่าจะเล่นได้แล้ว

LIFT3 eFoil กระดานโต้คลื่นบินได้เหนือผิวน้ำรุ่นใหม่ล่าสุด !!

เกี่ยวกับ “eFoil LIFT3″

eFoil LIFT3 คือกระดานโต้คลื่นลอยได้รุ่นใหม่ล่าสุดของ Lift Foils ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ใช้ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูง ตัวบอร์ดสร้างขึ้นจากคาร์บอนไฟเบอร์กรรมสิทธิ์ของบริษัทเอง ซึ่งมาพร้อมกับเสากระโดงคาร์บอนและกล่องอิเล็กทรอนิกส์คาร์บอนไฟเบอร์สุดพิเศษ

LIFT3 eFoil กระดานโต้คลื่นบินได้เหนือผิวน้ำรุ่นใหม่ล่าสุด !!

eFoil LIFT3 จะมีความแข็งแรงทนทานมากกว่ารุ่นก่อน 50% แต่เบาลง 30% มีให้เลือกหลายขนาดตั้งแต่ 1.27 – 1.75 เมตร มีฟอยล์ให้เลือกปรับแต่งได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับผู้เล่นว่าชอบความสมดุลของบอร์ดของตัวเองแบบไหน เรียกได้ว่าเป็นรุ่นที่ปรับแต่งได้มากที่สุดที่มีวางขายอยู่ในขณะนี้ก็ว่าได้ (สามารถใช้ของรุ่นก่อนได้) ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าอย่างสมบูรณ์ จึงเงียบและไม่มีการปล่อยมลพิษออกมา

LIFT3 eFoil กระดานโต้คลื่นบินได้เหนือผิวน้ำรุ่นใหม่ล่าสุด !!

eFoil LIFT3 สามารถวิ่งได้เร็วสูงสุดที่ 55 กม./ชม. แบตเตอรี่อึดประมาณ 2 ชั่วโมง ในรุ่น Elite จะมาพร้อมหน้าจอบอกความเร็วและ GPS สำหรับระบุตำแหน่งอีกด้วย ทั้งนี้สำหรับผู้ที่สนใจ eFoil LIFT3 รุ่น Standard จะมีราคาอยู่ที่ 12,000 ดอลลาร์เท่านั้น หรือก็ประมาณบอร์ดละ 392,000 บาทแค่นั้นเอง [คลิกเลย !!]

แหล่งที่มา interestingengineering.com

 

NASA ทดสอบแท็กซี่บินพลังงานไฟฟ้าสามารถบินขึ้นและลงจอดในแนวดิ่งลดเสียงรบกวน

messageImage_1630975159453

แท็กซี่บินพลังงานไฟฟ้าความเร็วสูงสุดประมาณ 322 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พิสัยการบินประมาณ 240 กิโลเมตร ต่อการชาร์จพลังงานไฟฟ้า 1 ครั้ง

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติหรือ NASA ร่วมกับบริษัท Joby Aviation บริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีการบินทดสอบแท็กซี่บินพลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุดที่สามารถบินขึ้นและลงจอดในแนวดิ่ง (eVTOL) นอกจากนี้ตัวเครื่องยังได้รับการออกแบบให้สามารถลดการสร้างเสียงรบกวนจากใบพัดให้น้อยที่สุดซึ่งแตกต่างจากแท็กซี่บินหรืออากาศยานในลักษณะเดียวกันที่มักสร้างเสียงรบกวนให้กับชุมชนขณะบินอยู่บนท้องฟ้า

บริษัท Joby Aviation เป็นบริษัทแรกที่เข้าร่วมทดสอบกับ NASA การทดสอบในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการศึกษาเทคโนโลยีการบินขั้นสูง (Advanced Air Mobility หรือ AAM) ที่มีขึ้นในระหว่างวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมาไปจนถึงวันที่ 10 กันยายน บริเวณสนามบินเครื่องบินพลังงานไฟฟ้าของบริษัท Joby Aviation ในเมืองบิ๊กเซอร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา

แท็กซี่บินที่พัฒนาโดยบริษัท Joby Aviation มีลักษณะเป็นอากาศยานขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าติดตั้งใบพัดและมอเตอร์ไฟฟ้าจำนวน 6 ชุด ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ใบพัดและมอเตอร์ไฟฟ้าสามารถปรับเปลี่ยนองศาได้เพื่อการบินขึ้นและลงจอดในแนวดิ่ง (eVTOL) รองรับผู้โดยสารได้ 4 ที่นั่งและนักบินผู้ควบคุม 1 ที่นั่ง สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ประมาณ 322 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พิสัยการบินประมาณ 240 กิโลเมตร ต่อการชาร์จพลังงานไฟฟ้า 1 ครั้ง บริษัทใช้เวลากว่า 10 ปี ในการพัฒนาแท็กซี่บินรุ่นนี้และได้ทดสอบทำการบินไปแล้วกว่า 1,000 เที่ยวบิน

จุดเริ่มต้นของบริษัท Joby Aviation ผู้พัฒนาแท็กซี่บินพลังงานไฟฟ้าเริ่มต้นจากการรวมตัวกันของวิศวกร 7 คน ภายในโรงนาเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่เมืองซานตาครูซในปี 2009 ก่อนได้รับการคัดเลือกจาก NASA ให้เข้าร่วมการพัฒนาเทคโนโลยีอากาศยานพลังงานไฟฟ้าในปี 2012 บริษัทสามารถพัฒนาต้นแบบขนาดเท่าของจริงของแท็กซี่บินพลังงานไฟฟ้าสำเร็จในปี 2017 นอกจากนี้ในปี 2019 บริษัท Toyota ได้เข้าลงทุนในบริษัท Joby Aviation รวมไปถึงบริษัทยังได้จับมือเป็นพันธมิตรกับบริษัท Uber บริษัทผู้ให้บริการขนส่งชั้นแนวหน้าของโลก

โครงการศึกษาเทคโนโลยีการบินขั้นสูง (Advanced Air Mobility หรือ AAM) มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อต้องการพัฒนาเทคโนโลยีการบินขนส่งด้วยพลังงานไฟฟ้ารองรับการขนส่งผู้โดยสารและสิ่งของเชิงพาณิชย์ NASA เป็นหน่วยงานหนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีชื่อเสียงจากความสำเร็จในการโครงการที่เกี่ยวข้องกับการบินและอวกาศที่มาของความสำเร็จดังกล่าวเกิดจาก NASA ให้ความสำคัญกับการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ อยู่เสมอโดยทำหน้าที่ให้การสนับสนุนระบบงานวิจัยของทั้งภาครัฐและบริษัทเอกชนเปิดโอกาสให้บริษัทเอกชนมีส่วนร่วมเสนอแผนการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างเท่าเทียมกัน

แหล่งที่มา nasa.gov, jobyaviation.comtheverge.com