ทฤษฎีใหม่เผยมี “ปฏิจักรวาล” เอกภพคู่ตรงข้ามที่เหมือนเงาสะท้อนในกระจก

                               
บิ๊กแบง
                                                       Image copyrightNASA/GSF

เมื่อราว 14,000 ล้านปีก่อน การระเบิดครั้งใหญ่หรือบิ๊กแบงอาจไม่ได้ให้กำเนิดแต่เพียงจักรวาลที่เรารู้จักและอาศัยอยู่เท่านั้น แต่ยังมีการเกิดขึ้นของ “ปฏิจักรวาล” (Anti-universe) หรืออีกเอกภพหนึ่งที่มีลักษณะเป็นคู่ตรงข้ามกับจักรวาลของเรา ซึ่งเทียบได้กับเงาสะท้อนในกระจกนั่นเอง

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันเพริมิเทอร์เพื่อการศึกษาฟิสิกส์ทฤษฎีของแคนาดา ตีพิมพ์แนวคิดใหม่ล่าสุดดังกล่าวลงในวารสาร Physical Review Letters โดยระบุว่า “ปฏิจักรวาล” ซึ่งถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับจักรวาลของเรานั้น มีการขยายตัวไปในทิศทางตรงข้ามซึ่งเป็นการถอยหลังย้อนไปในห้วงเวลาก่อนการเกิดบิ๊กแบง แทนที่จะขยายตัวไปพร้อมกับเวลาที่เดินไปข้างหน้าแบบในจักรวาลที่เราอาศัยอยู่

การขยายตัวแบบถอยหลังไปในห้วงเวลานับจากเหตุการณ์บิ๊กแบงเช่นนี้ อาจถือได้ว่าปฏิจักรวาลนั้นเป็นเอกภพที่ดำรงอยู่มาก่อนการเกิดบิ๊กแบงได้ด้วยเช่นกัน

นอกจากเวลาจะเดินถอยหลังในปฏิจักรวาลแล้ว ปริภูมิ (Space)ก็ยังกลับด้านกันกับจักรวาลของเรา รวมทั้งสสารที่เป็นองค์ประกอบก็ยังเป็นปฏิสสาร (Anti-matter) อีกด้วย ซึ่งคุณสมบัติทั้งหมดของปฏิจักรวาลนั้นเป็นไปตามกฎพื้นฐานของฟิสิกส์ที่เรียกว่า CPT Symmetry หรือหลักการสมมาตรของประจุ อนุภาค และเวลา ที่จะต้องมีคู่ตรงข้ามอยู่เสมอ

ภาพกราฟิกรูปกรวยโค้งImage copyrightNASA
คำบรรยายภาพแบบจำลองการขยายตัวด้วยอัตราเร่งของจักรวาลนับแต่เหตุการณ์บิ๊กแบงเป็นต้นมา

ดร. นีล ทูร็อก หนึ่งในทีมนักฟิสิกส์ผู้เสนอแนวคิดเรื่องปฏิจักรวาลบอกว่า “กรอบแนวคิดตามแบบจำลองการขยายตัวของจักรวาลที่ยึดถือกันอยู่ในทุกวันนี้มีข้อบกพร่อง กล่าวคือองค์ประกอบต่าง ๆ ของจักรวาลขาดความสมดุล จนนักฟิสิกส์จะต้องคอยจินตนาการถึงอนุภาคตัวใหม่ ๆ หรือสนามต่าง ๆ เพื่อมารองรับให้คำอธิบายปรากฏการณ์ที่ค้นพบใหม่อยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะทำให้พวกเขาหลงทางได้”

“ด้วยเหตุนี้เราจึงพยายามอธิบายการขยายตัวของจักรวาล ด้วยหลักการสมมาตรที่เป็นพื้นฐานทางฟิสิกส์แทน โดยใช้อนุภาคและสนามต่าง ๆ ซึ่งเป็นที่รู้จักและยอมรับกันดีอยู่แล้ว”

ทฤษฎีใหม่ดังกล่าวยังใช้อธิบายถึงการมีอยู่ของสสารมืด (Dark matter) ได้อีกด้วย โดยชี้ว่าจักรวาลในระบบสมมาตรนั้นจะเต็มไปด้วยอนุภาคนิวทริโนที่ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับอนุภาคอื่น (Sterile neutrino) ซึ่งอนุภาคที่มีมวลมากเป็นพิเศษชนิดนี้ก็คือสสารมืด ที่นักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่าเป็นตัวการยึดโยงดวงดาวในดาราจักรต่าง ๆ ให้เกาะอยู่เป็นกลุ่มก้อน และมีบทบาททำให้จักรวาลขยายตัวด้วยอัตราเร่ง

 

ที่มา:https://www.bbc.com/thai/features-46863614

ครั้งแรก ! นาซาเผยภาพ ” อัลติมา ธูลี” วัตถุไกลสุดขอบสุริยะ

“นาซา″ เผยภาพถ่ายที่ชัดเจนขึ้นของ “อัลติมา ธูลี” วัตถุที่ลอยอยู่ไกลที่สุดในระบบสุริยะ มีรูปร่างเหมือนมนุษย์หิมะ มีขนาดประมาณ 30 กิโลเมตร ถ่ายได้เมื่อวันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา

วานนี้ (3 ม.ค.2562) เพจเฟซบุ๊กสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page เผยแพร่ข้อมูลวัตถุที่ไกลจากโลกที่ถูกเรียกชื่อว่า “อัลติมา ธูลี” Ultima Thule โดยนายธนกร อังค์วัฒนะ เจ้าหน้าที่สาร สนเทศดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) ระบุว่า เมื่อวันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา นาซาเผยภาพแรกของ อัลติมา ธูลี วัตถุที่ไกลที่สุดในระบบสุริยะที่ยานอวกาศเดินทางไปสำรวจ ถ่ายโดยยานนิวฮอไรซันส์ ขณะบินเฉียดเข้าใกล้ได้สำเร็จ โดย อัลติมาธูลี มีรูปร่างคล้ายพินโบลิ่ง ขนาดประมาณ 32×16 กิโลเมตร ซึ่งหมุนรอบตัวเองตามแกนหมุนสีแดง

อัลติมา ธูลี คืออะไร?

อัลติมา ธูลี มีชื่อเป็นทางการว่า 2014 MU69 เป็นวัตถุที่อยู่ในแถบไคเปอร์ (Kuiper Belt) ค้นพบครั้งแรกโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลในปี พ.ศ.2557 อยู่ห่างจากโลกประมาณ 6.61 พันล้านกิโลเมตร มีขนาดประมาณ 30 กิโลเมตร ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุรูปร่างได้แน่ชัด แต่คาดว่าจะเป็นวัตถุทรงรี หรืออาจเป็น 2 วัตถุที่โคจรรอบซึ่งกันและกัน

ยานนิวฮอไรซันส์ บินเฉียดเข้าใกล้วัตถุชื่อว่า “อัลติมา ธูลี” (Ultima Thule) เมื่อวันที่ 1 ม.ค.2562 ที่ผ่านมาเวลาประมาณ 12:33 น. (ตามเวลาประเทศไทย) วัตถุดังกล่าวอยู่จากโลกประมาณ 44 เท่าของระยะห่างจากโลกถึงดวงอาทิตย์ นับเป็นวัตถุที่ไกลที่สุดในระบบสุริยะที่ยานอวกาศเดินทางไปสำรวจ

 

 

เคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วสูงถึง 51,500 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เข้าใกล้เป้าหมายมากที่สุดที่ระยะห่างประ มาณ 3,500 กิโลเมตร เพื่อบันทึกภาพวัตถุให้ได้ความละเอียดสูงทีมนักวิจัยนาซาจะต้องอาศัยระบบการนำทางในอวกาศที่แม่นยำมากที่สุดเท่าที่เคยทำมา เพราะมีโอกาสในการเก็บข้อมูลเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

แถบไคเปอร์กับจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของการกำเนิดระบบสุริยะ กล่าวคือ แถบไคเปอร์ คือ บริเวณที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ตั้งแต่ 30 ถึง 50 เท่าของระยะห่างจากโลกถึงดวงอาทิตย์ (อยู่ถัดจากวงโคจรของดาวเนปจูนออกไป)

บริเวณแถบนี้เต็มไปด้วยวัตถุขนาดเล็กที่กำลังโคจรรอบดวงอาทิตย์ ส่วนใหญ่เป็นหินและน้ำแข็งจากสารประกอบมีเทน แอมโมเนีย และน้ำ เป็นซากที่หลงเหลือจากการก่อตัวของระบบสุริยะในยุคแรกเริ่ม การศึกษาวัตถุในแถบไคเปอร์จะสามารถตอบคำถามได้ว่าระบบสุริยะก่อกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร

ขณะที่ทวิตเตอร์ของนาซาได้เผยแพร่คลิปและภาพดังกล่าวนี้ไว้ มีผู้สนใจเข้ามาดูจำนวนมาก บางคนก็บอกว่ารุปร่างของ อัลติมา ธูลี คล้ายกับมนุษย์หิมะ

Embedded video

NASA

@NASA

Meet ! What you’re seeing is the 1st contact binary ever explored by a spacecraft. This object, which we can now see is a contact binary, used to be 2 separate objects that are now bound together. Watch for more @NASANewHorizons science results https://www.nasa.gov/live 

6,582 people are talking about this

 

ภาพถ่ายวัตถุที่ห่างไกลที่สุดในระบบสุริยะเท่าที่นาซาเคยสำรวจพบ

1547514319327

ยานสำรวจอวกาศนิว ฮอไรซันส์ ของนาซา ได้ส่งสัญญาณกลับมายังโลกเพื่อยืนยันถึงความสำเร็จในการบินผ่าน อัลติมา ทูลี ก้อนหินที่ถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งในแถบไคเปอร์ ซึ่งโคจรรอบดวงอาทิตย์ในระยะที่ไกลกว่าดาวเนปจูน 2 พันล้านกิโลเมตร

ที่ระยะ 6.5 พันล้านกิโลเมตรจากโลก ยานสำรวจของนาซาได้ถ่ายภาพ วัตถุปริศนาชิ้นหนึ่งได้ นั่นก็คือ อัลติมา ทูลี โลกน้ำแข็ง ที่อยู่ไกลยิ่งกว่าดาวเคราะห์ต่าง ๆ ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ของเรา

มันมีรูปทรงขนาด 35 กม. x 15 กม. นี้ เป็นวัตถุที่อยู่ห่างไกลที่สุด เท่าที่เคยสำรวจพบในระบบสุริยะ

คาดว่า ยานนิว ฮอไรซันส์ จะส่งภาพที่มีคุณภาพดีขึ้นกลับมา แต่ต้องใช้เวลา โดยสัญญาณใช้เวลา 6 ชั่วโมง เดินทางถึงโลก และมีแบนด์วิดธ์ เพียง 1 กิโลไบต์ ต่อวินาที ภาพความคมชัดสูง ซึ่งถ่ายในระยะใกล้ 3,500 กม. จะต้องใช้เวลาหลายเดือนส่งกลับมา

อัลติมา ทูลี เป็นหนึ่งในวัตถุ หลายพันชิ้นที่อยู่บริเวณ แถบไคเปอร์ ภูมิภาคนี้แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง นับตั้งแต่ระบบสุริยะกำเนิดขึ้น หวังว่า ข้อมูลที่รวบรวมได้ จะบอกเราว่า ภูมิภาคในอวกาศแห่งนี้ ก่อตัวขึ้นได้อย่างไร

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/international-46737012

กลุ่มที่6

ภาวะโลกร้อน : มหาสมุทรร้อนจนระดับน้ำทะเลอาจสูงขึ้น 30 ซม.ก่อนสิ้นศตวรรษนี้

แดดร้อนที่ชายหาดImage copyrightGETTY IMAGES

ทีมนักวิจัยนานาชาติเผยผลการศึกษาล่าสุดในวารสาร Science โดยชี้ว่าอุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทรต่าง ๆ ทั่วโลกนั้น ร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์เอาไว้มาก ส่งผลให้น้ำทะเลเกิดการขยายตัว จนระดับน้ำอาจเพิ่มสูงขึ้นถึง 30 เซนติเมตรก่อนสิ้นศตวรรษที่ 21 นี้

ปรากฏการณ์ที่น้ำทะเลขยายตัวเนื่องมาจากอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น (Thermal expansion) ทำให้มีความเสี่ยงที่เมืองตามแนวชายฝั่งจะถูกน้ำทะเลหนุนท่วม นอกจากนี้ การที่มหาสมุทรร้อนยิ่งกว่าเดิมยังหมายความว่าหลายพื้นที่จะต้องเผชิญกับสภาพภูมิอากาศแปรปรวนบ่อยครั้งขึ้น เช่นการเกิดพายุที่มีความรุนแรงผิดปกติ

นายซีค เฮาส์ฟาเธอร์ หนึ่งในทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเบิร์กลีย์ของสหรัฐฯ บอกว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยในปี 2018 ที่ผ่านมานั้น ถือเป็นปีที่มหาสมุทรมีอุณหภูมิสูงสุดเท่าที่เคยมีการบันทึกสถิติมา

น้ำท่วมบ้านImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพย่านที่อยู่อาศัยทางตอนใต้ของรัฐฟลอริดาในสหรัฐฯ ประสบเหตุน้ำทะเลหนุนท่วมเป็นบริเวณกว้าง

“สัญญาณของภาวะโลกร้อนนั้นสามารถตรวจพบในมหาสมุทรได้ง่ายกว่าบนบก และเนื่องจากมหาสมุทรดูดซับความร้อนส่วนเกินในชั้นบรรยากาศที่เกิดขึ้นจากก๊าซเรือนกระจกไปถึง 90% มหาสมุทรจึงร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วและต้องใช้เวลานานหลายทศวรรษกว่าจะเย็นตัวลง” นายเฮาส์ฟาเธอร์กล่าว

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา วงการวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมเพิ่งตระหนักถึงความสำคัญของมหาสมุทรในการช่วยบรรเทาผลกระทบจากภาวะโลกร้อน แต่ก็พบว่าในปัจจุบันมหาสมุทรต่าง ๆ ดูดซับความร้อนจากชั้นบรรยากาศไว้เกือบเต็มพิกัดแล้ว และจะไม่เย็นตัวลงง่าย ๆ แม้มนุษย์จะสามารถหยุดยั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ในทันทีก็ตาม

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดของสหราชอาณาจักร ได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาอีกชิ้นหนึ่งลงในวารสาร PNAS โดยได้ประมาณการระดับอุณหภูมิของมหาสมุทรตลอดช่วง 150 ปีที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าน้ำทะเลร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง คิดเป็นพลังงานในระดับที่สูงกว่าประชากรทั่วโลกใช้ใน 1 ปีถึง 1,000 เท่า

หนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียนรายงานว่า พลังงานความร้อนที่มหาสมุทรดูดซับเอาไว้ดังกล่าวนั้น เทียบได้กับพลังงานจากระเบิดปรมาณูที่ถล่มเมืองฮิโรชิมา 1 ลูก ซึ่งระเบิดขึ้นในทุก 1 วินาที ตลอดระยะเวลา 150 ปีที่ผ่านมา

คนบนชายหาดImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพเมืองใหญ่ที่ตั้งอยู่ติดชายฝั่งมหาสมุทรอย่างนครมุมไบของอินเดีย มีความเสี่ยงจะถูกน้ำทะเลหนุนท่วมสูงขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เผยความลับของสรรพสิ่ง! ด้วย ควอนตัมคอมพิวเตอร์เชิงพาณิชย์ เครื่องแรกของโลกจาก IBM

06901-1280x720

ช่วงหลายปีที่ผ่นามานี้ พลังการประมวลผลอันมหาศาลของ ควอนตัมคอมพิวเตอร์ ถูกจำกัดขอบเขตอยู่เพียงการใช้งานในห้องแล็ปเท่านั้น

และเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา IBM ได้เปิดตัว IBM Q System One ซึ่งเป็นควอนตัมคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลก ที่ออกแบบเพื่อรองรับการใช้งานสำหรับลูกค้าองค์กรธุรกิจ และชัดเจนแล้วว่ามันคือก้าวแรกในการทลายขีดจำกัดเดิมๆ ของขุมพลังการประมวลผลด้วยระบบคอมพิวเตอร์

ควอนตัมคอมพิวเตอร์ เปรียบเหมือนเทคโนโลยีก้าวล้ำหน้าของโลกอนาคต ที่สามารถใช้งานได้จริงแล้วในตอนนี้ นั้นเพราะว่ามันสามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมากมายมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว เปลี่ยนโฉมหน้าของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ไปโดยสิ้นเชิง

พลังการประมวลผลของ ควอนตัมคอมพิวเตอร์ สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับศาสตร์ได้หลากหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็นด้านงานบุกเบิกอวกาศ พัฒนาเทคโนโลยีทางการทหาร คำนวณความเสี่ยงในการลงทุน หรือบางทีอาจนำไปใช้ในการหาหนทางรักษาโรคมะเร็ง หรือโรคร้ายอื่นๆ ได้ด้วย

โดยคุณ Ginni Rometty ดำรงตำแหน่ง CEO ของ IBM กล่าวเอาไว้บนเวทีในงานเปิดตัว IBM Q System One ว่า “ข้อมูล เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญที่สุดของโลก”

แต่สำหรับองค์กรธุรกิจไหนที่อยากจะซื้อควอนตัมคอมพิวเตอร์มาตั้งใช้งานในออฟฟิศก็คงต้องผิดหวัง เพราะถึงแม้ว่าทาง IBM จะเปิดโอกาสให้องค์ธุรกิจสามารถจ่ายเงินเพื่อใช้งานควอนตัมคอมพิวเตอร์ได้ก็จริงอยู่ แต่จะเป็นการเข้าใช้พลังการประมวลผลของมันผ่านระบบอินเทอร์เน็ตคลาวด์ที่มีชื่อว่า IBM Cloud

คอมพิวเตอร์ที่เราใช้งานกันอยู่ในทุกวันนี้เก็บข้อมูลในรูปแบบ ไบนารี่ (Binary) เลขฐานสอง ซึ่งแต่ละบิตของข้อมูลจะเก็บเป็นเลข 1 หรือ 0 โดยที่เราสามารถนำเลขฐานสองรายหลายๆ หลักมาเรียงรวมกันเพื่อถอดรหัสเป็นตัวเลข หรือตัวอักษรได้ แต่ควอนตัมคอมพิวเตอร์นั้นแตกต่างออกไป และทำให้มันมีพลังการประมวลผลที่มากมายมหาศาล

โดยการเก็บข้อมูลของควอนตัมคอมพิวเตอร์ นั้นอยู่ในรูปแบบของ คิวบิต (Qubit) ซึ่งแต่ละคิวบิตนั้นมีคุณสมบัติพิเศษ ตรงที่สามารถมีสภาวะของความเป็น 1 หรือ 0 ได้ในขณะเดียวกัน ทำให้สามารถประมวลผลได้เร็วว่ามากในเวลาที่เท่ากัน รองรับงานประมวลผลที่ต้องมีการสร้างแบบจำลองที่ซับซ้อนได้ดีกว่าคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการวิจัยยาชนิดใหม่ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก รวมถึงการสร้างการเข้ารหัสที่ซับซ้อนจนไม่มีใครสามารถเจาะได้

โดย IBM Q System One ติดตั้งอยู่ในเคสกระจกที่มีความสูง 9 ฟุต กว้าง 9 ฟุต เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมปิดทึบ อากาศไม่สามารถไหลเข้าไปในระบบได้ โดยหน้าตาของเครื่องควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่เท่ล้ำนำสมัยนี้ เป็นความพยายามแรกของ IBM ที่พยายามจะนำพลังการประมวลผลของควอนตัมคอมพิวเตอร์ไปสู่ธุรกิจ และเคสนี้มีความสำคัญมาก เนื่องจาก Qubit จะสูญเสียความสามารถในการประมวลผล หากไม่มีการควบคุมสภาพแวดล้อมที่ดีพอ โดยมันต้องทำงานในสภาวะอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง และต้องปราศจากการสั่นไหว และปราศจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้า

ระบบควอนตัมคอมพิวเตอร์สำหรับธุรกิจของ IBM นี่พยายามเอาชนะความท้าทายเพื่อให้สักวันหนึ่ง มันสามารถนำไปติดตั้งในบริษัทของลูกค้าได้อย่างแท้จริง ทำให้ต้องมีการติดตั้งในเคสที่มีการควบคุมสภาพภายในเคสเอาไว้อย่างดี แต่ในตอนนี้เคสยังมีความเปราะบางเกินกว่าที่จะนำไปติดตั้งในสำนักงานใดๆ ยังมีสิ่งที่ต้องทำอีกเยอะเพื่อที่ IBM จะก้าวข้ามข้อจำกัดนี้ไปได้ และในตอนนี้ลูกค้ายังคงต้องใช้งานควอนตัมคอมพิวเตอร์ผ่านระบบคลาวด์ไปก่อน

คุณ Arvind Krishna รองประธานอาวุโสฝ่าย Hybrid Cloud และผู้อำนวยการของศูนย์วิจัย IBM กล่าวว่า “IBM Q System One เป็นก้าวย่างที่สำคัญในการนำพลังการประมวลผลของควอนตัมคอมพิวเตอร์ไปสู่ธุรกิจ และระบบใหม่นี้จะนำควอนตัมคอมพิวเตอร์ออกไปจากขอบเขตการใช้งานนอกห้องแลป และเราทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างรูปแบบการประยุกต์ใช้งานสำหรับธุรกิจ และงานด้านวิทยาศาสตร์”

และภายในปีนี้ IBM จะเปิดศูนย์ IBM Q Quantum Computation Center แห่งแรกเพื่อรองรับลูกค้าองค์กรธุรกิจในเมือง Poughkeepsie รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยลูกค้าจะสามารถเข้าใช้ควอนตัมคอมพิวเตอร์ผ่านระบบคลาวด์ รวมถึงระบบคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงอื่นๆ

และ IBM ไม่ได้เป็นบริษัทเดียวที่ทุ่มเทพัฒนาควอนตัมคอมพิวเตอร์ แต่อย่างไรก็ดี ยังคงอยู่ในจุดที่ห่างไกลจากการนำไปใช้งานอย่างกว้างขวาง โดยที่ทาง Google เองก็เป็นอีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญในเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ กับความก้าวหน้าในการอัพเกรดเสถียรภาพ และแก้ไขข้อผิดพลาดในการประมวลผล โดยพวกเขาได้ทำการทดสอบหน่วยประมวลผล Qubit เพื่อขับเคลื่อนเทคโนโลยีนี้

ไมโครซอฟท์ก็ทุ่มเทอย่างหนักกับการสร้าง ควอนตัมคอมพิวเตอร์แบบไฮบริดจ์ ที่เป็นส่วนผสมระหว่างควอนตัมคอมพิวเตอร์ กับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในยุคปัจจุบัน นอกจากนี้ Intel ก็ยังเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญในการสร้างสรรค์ชิปคอมพิวเตอร์แบบควอนตัมด้วย
ที่มา : www.sciencealert.com

“กลุ่ม6วันศุกร์เย็น”

สุดครีเอต! เปลี่ยน “สมองปลา″ เป็น “แฟลชไดรฟ์” เพื่อบันทึกข้อมูล

สุดครีเอต! เปลี่ยน "สมองปลา" เป็น "แฟลชไดรฟ์" เพื่อบันทึกข้อมูล

USB Flash Drive (แฟลชไดรฟ์) หรืออุปกรณ์บันทึกข้อมูลและไฟล์ดิจิตอลยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกงาน ไฟล์เอกสาร ไฟล์วิดีโอ ไฟล์เพลง หรือไฟล์อื่นๆ ตามแต่ผู้ใช้ต้องการ

ยิ่งในยุคนี้ มีแฟลชไดรฟ์ตัวการ์ตูนน่ารักๆ หลายแบบให้ผู้ใช้ได้เลือกตามความชื่นชอบของตนเอง ซึ่งเราก็ขอแนะนำให้คุณเลือกแบบที่มีขนาดพอเหมาะพอดี ไม่ใหญ่เกินไป สามารถพกพาง่าย และตรวจสอบแล้วว่าเป็นสินค้าที่ผลิตมาได้มาตรฐาน

วันนี้ ไลฟ์สไตล์ไทยรัฐ จะพาคุณไปดูอีกหนึ่งแฟลชไดรฟ์สุดสร้างสรรค์ นั่นคือการ “นำสมองของปลาแห้งมาทำแฟลชไดรฟ์” ผลงานของเยาวชนจากแดนปลาดิบ

เรื่องราวมีอยู่ว่า นักศึกษาวิชาเคมีชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งซึ่งกำลังทำวิจัยเกี่ยวกับสารสังเคราะห์อยู่นั้น ได้พัฒนา USB Drive ที่ใช้สมองของปลาตัวเล็กเป็นพื้นที่จัดเก็บ

เนื่องจากเขาตั้งข้อสังเกตว่าสมองของเจ้าปลาแห้งนี้สามารถนำมาทำเป็นหน่วยความจำ ดังนั้นเขาจึงนำชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เชื่อมต่อกับเจ้าปลาแห้งนี้ แล้วนำไปใส่ในหลอดแก้ว เพื่อให้สามารถเห็นเจ้าปลาตัวเล็กนี้ได้อย่างชัดเจน แถมสมองของแฟลชไดรฟ์ปลาแห้งนี้ยังมีความจุมากถึง 32GB อีกด้วย

สำหรับองค์กรพิทักษ์สัตว์ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะปลาที่นำมาใช้คือ ปลาคิบินาโกะแห้ง หรือ Silver-striped round herrings ที่ขายอยู่ทั่วไปในซุปเปอร์มาร์เก็ตประเทศญี่ปุ่น เพราะชาวญี่ปุ่นนิยมนำมาทำซุป หรือนำมาปรุงอาหารอื่นๆ กันแพร่หลาย (แน่นอนว่าตอนที่เอามาใช้ พวกปลาตัวน้อยนั้นตายแล้วจ้า)

ทั้งนั้น แฟลชไดรฟ์ลูกปลาน้อย จะถูกนำมาวางจำหน่ายครั้งแรกในงาน HandMade In Japan Fes 2019 ณ Tokyo Big Sight เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในราคา 7,800 เยน (ประมาณ 72 ดอลลาร์สหรัฐ) และจะได้รับส่วนลดถึง 20% หากติดตามทวิตเตอร์ของเขา!

อย่างไรก็ตาม…มีผู้ใช้โซเชียลมีเดียหลายคนออกมาตั้งคำถามเกี่ยวกับการใช้สมองปลาเป็นหน่วยความจำ ชาวโซเชียลหลายคนก็ให้ข้อสรุปออกมาแล้วว่าอันที่จริงแล้วเป็นการนำไดร์ฟขนาดเล็กมาติดที่บริเวณหัวปลาให้สวยงามเท่านั้น ไม่ได้ใช้สมองปลาเก็บข้อมูลจริงๆ แหม แต่เอาปลามาทำแฟลชไดร์ฟได้…แค่นี้ก็ยอมใจความครีเอตแล้วจ้า

เอ้า…คุณผู้อ่านคิดว่าอย่างไร น่าใช้ไหมคะ??

ที่มา : https://www.thairath.co.th/content/1465419

เผยความลับของสรรพสิ่ง! ด้วย ควอนตัมคอมพิวเตอร์เชิงพาณิชย์ เครื่องแรกของโลกจาก IBM

เผยความลับของสรรพสิ่ง! ด้วย ควอนตัมคอมพิวเตอร์เชิงพาณิชย์ เครื่องแรกของโลกจาก IBM

ช่วงหลายปีที่ผ่นามานี้ พลังการประมวลผลอันมหาศาลของ ควอนตัมคอมพิวเตอร์ ถูกจำกัดขอบเขตอยู่เพียงการใช้งานในห้องแล็ปเท่านั้น

และเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา IBM ได้เปิดตัว IBM Q System One ซึ่งเป็นควอนตัมคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลก ที่ออกแบบเพื่อรองรับการใช้งานสำหรับลูกค้าองค์กรธุรกิจ และชัดเจนแล้วว่ามันคือก้าวแรกในการทลายขีดจำกัดเดิมๆ ของขุมพลังการประมวลผลด้วยระบบคอมพิวเตอร์

ควอนตัมคอมพิวเตอร์ เปรียบเหมือนเทคโนโลยีก้าวล้ำหน้าของโลกอนาคต ที่สามารถใช้งานได้จริงแล้วในตอนนี้ นั้นเพราะว่ามันสามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมากมายมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว เปลี่ยนโฉมหน้าของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ไปโดยสิ้นเชิง

พลังการประมวลผลของ ควอนตัมคอมพิวเตอร์ สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับศาสตร์ได้หลากหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็นด้านงานบุกเบิกอวกาศ พัฒนาเทคโนโลยีทางการทหาร คำนวณความเสี่ยงในการลงทุน หรือบางทีอาจนำไปใช้ในการหาหนทางรักษาโรคมะเร็ง หรือโรคร้ายอื่นๆ ได้ด้วย

โดยคุณ Ginni Rometty ดำรงตำแหน่ง CEO ของ IBM กล่าวเอาไว้บนเวทีในงานเปิดตัว IBM Q System One ว่า “ข้อมูล เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญที่สุดของโลก”

แต่สำหรับองค์กรธุรกิจไหนที่อยากจะซื้อควอนตัมคอมพิวเตอร์มาตั้งใช้งานในออฟฟิศก็คงต้องผิดหวัง เพราะถึงแม้ว่าทาง IBM จะเปิดโอกาสให้องค์ธุรกิจสามารถจ่ายเงินเพื่อใช้งานควอนตัมคอมพิวเตอร์ได้ก็จริงอยู่ แต่จะเป็นการเข้าใช้พลังการประมวลผลของมันผ่านระบบอินเทอร์เน็ตคลาวด์ที่มีชื่อว่า IBM Cloud

คอมพิวเตอร์ที่เราใช้งานกันอยู่ในทุกวันนี้เก็บข้อมูลในรูปแบบ ไบนารี่ (Binary) เลขฐานสอง ซึ่งแต่ละบิตของข้อมูลจะเก็บเป็นเลข 1 หรือ 0 โดยที่เราสามารถนำเลขฐานสองรายหลายๆ หลักมาเรียงรวมกันเพื่อถอดรหัสเป็นตัวเลข หรือตัวอักษรได้ แต่ควอนตัมคอมพิวเตอร์นั้นแตกต่างออกไป และทำให้มันมีพลังการประมวลผลที่มากมายมหาศาล

โดยการเก็บข้อมูลของควอนตัมคอมพิวเตอร์ นั้นอยู่ในรูปแบบของ คิวบิต (Qubit) ซึ่งแต่ละคิวบิตนั้นมีคุณสมบัติพิเศษ ตรงที่สามารถมีสภาวะของความเป็น 1 หรือ 0 ได้ในขณะเดียวกัน ทำให้สามารถประมวลผลได้เร็วว่ามากในเวลาที่เท่ากัน รองรับงานประมวลผลที่ต้องมีการสร้างแบบจำลองที่ซับซ้อนได้ดีกว่าคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการวิจัยยาชนิดใหม่ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก รวมถึงการสร้างการเข้ารหัสที่ซับซ้อนจนไม่มีใครสามารถเจาะได้

โดย IBM Q System One ติดตั้งอยู่ในเคสกระจกที่มีความสูง 9 ฟุต กว้าง 9 ฟุต เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมปิดทึบ อากาศไม่สามารถไหลเข้าไปในระบบได้ โดยหน้าตาของเครื่องควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่เท่ล้ำนำสมัยนี้ เป็นความพยายามแรกของ IBM ที่พยายามจะนำพลังการประมวลผลของควอนตัมคอมพิวเตอร์ไปสู่ธุรกิจ และเคสนี้มีความสำคัญมาก เนื่องจาก Qubit จะสูญเสียความสามารถในการประมวลผล หากไม่มีการควบคุมสภาพแวดล้อมที่ดีพอ โดยมันต้องทำงานในสภาวะอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง และต้องปราศจากการสั่นไหว และปราศจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้า

ระบบควอนตัมคอมพิวเตอร์สำหรับธุรกิจของ IBM นี่พยายามเอาชนะความท้าทายเพื่อให้สักวันหนึ่ง มันสามารถนำไปติดตั้งในบริษัทของลูกค้าได้อย่างแท้จริง ทำให้ต้องมีการติดตั้งในเคสที่มีการควบคุมสภาพภายในเคสเอาไว้อย่างดี แต่ในตอนนี้เคสยังมีความเปราะบางเกินกว่าที่จะนำไปติดตั้งในสำนักงานใดๆ ยังมีสิ่งที่ต้องทำอีกเยอะเพื่อที่ IBM จะก้าวข้ามข้อจำกัดนี้ไปได้ และในตอนนี้ลูกค้ายังคงต้องใช้งานควอนตัมคอมพิวเตอร์ผ่านระบบคลาวด์ไปก่อน

คุณ Arvind Krishna รองประธานอาวุโสฝ่าย Hybrid Cloud และผู้อำนวยการของศูนย์วิจัย IBM กล่าวว่า “IBM Q System One เป็นก้าวย่างที่สำคัญในการนำพลังการประมวลผลของควอนตัมคอมพิวเตอร์ไปสู่ธุรกิจ และระบบใหม่นี้จะนำควอนตัมคอมพิวเตอร์ออกไปจากขอบเขตการใช้งานนอกห้องแลป และเราทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างรูปแบบการประยุกต์ใช้งานสำหรับธุรกิจ และงานด้านวิทยาศาสตร์”

และภายในปีนี้ IBM จะเปิดศูนย์ IBM Q Quantum Computation Center แห่งแรกเพื่อรองรับลูกค้าองค์กรธุรกิจในเมือง Poughkeepsie รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยลูกค้าจะสามารถเข้าใช้ควอนตัมคอมพิวเตอร์ผ่านระบบคลาวด์ รวมถึงระบบคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงอื่นๆ

และ IBM ไม่ได้เป็นบริษัทเดียวที่ทุ่มเทพัฒนาควอนตัมคอมพิวเตอร์ แต่อย่างไรก็ดี ยังคงอยู่ในจุดที่ห่างไกลจากการนำไปใช้งานอย่างกว้างขวาง โดยที่ทาง Google เองก็เป็นอีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญในเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ กับความก้าวหน้าในการอัพเกรดเสถียรภาพ และแก้ไขข้อผิดพลาดในการประมวลผล โดยพวกเขาได้ทำการทดสอบหน่วยประมวลผล Qubit เพื่อขับเคลื่อนเทคโนโลยีนี้

ไมโครซอฟท์ก็ทุ่มเทอย่างหนักกับการสร้าง ควอนตัมคอมพิวเตอร์แบบไฮบริดจ์ ที่เป็นส่วนผสมระหว่างควอนตัมคอมพิวเตอร์ กับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในยุคปัจจุบัน นอกจากนี้ Intel ก็ยังเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญในการสร้างสรรค์ชิปคอมพิวเตอร์แบบควอนตัมด้วย

ที่มา: https://news.thaiware.com/15514.html

 

ครั้งแรก ! นาซาเผยภาพ ” อัลติมา ธูลี” วัตถุไกลสุดขอบสุริยะ

ครั้งแรก !  นาซาเผยภาพ " อัลติมา ธูลี” วัตถุไกลสุดขอบสุริยะ

“นาซา″ เผยภาพถ่ายที่ชัดเจนขึ้นของ “อัลติมา ธูลี” วัตถุที่ลอยอยู่ไกลที่สุดในระบบสุริยะ มีรูปร่างเหมือนมนุษย์หิมะ มีขนาดประมาณ 30 กิโลเมตร ถ่ายได้เมื่อวันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา

วานนี้ (3 ม.ค.2562) เพจเฟซบุ๊กสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page เผยแพร่ข้อมูลวัตถุที่ไกลจากโลกที่ถูกเรียกชื่อว่า “อัลติมา ธูลี” Ultima Thule โดยนายธนกร อังค์วัฒนะ เจ้าหน้าที่สาร สนเทศดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) ระบุว่า เมื่อวันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา นาซาเผยภาพแรกของ อัลติมา ธูลี วัตถุที่ไกลที่สุดในระบบสุริยะที่ยานอวกาศเดินทางไปสำรวจ ถ่ายโดยยานนิวฮอไรซันส์ ขณะบินเฉียดเข้าใกล้ได้สำเร็จ โดย อัลติมาธูลี มีรูปร่างคล้ายพินโบลิ่ง ขนาดประมาณ 32×16 กิโลเมตร ซึ่งหมุนรอบตัวเองตามแกนหมุนสีแดง

อัลติมา ธูลี คืออะไร?

อัลติมา ธูลี มีชื่อเป็นทางการว่า 2014 MU69 เป็นวัตถุที่อยู่ในแถบไคเปอร์ (Kuiper Belt) ค้นพบครั้งแรกโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลในปี พ.ศ.2557 อยู่ห่างจากโลกประมาณ 6.61 พันล้านกิโลเมตร มีขนาดประมาณ 30 กิโลเมตร ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุรูปร่างได้แน่ชัด แต่คาดว่าจะเป็นวัตถุทรงรี หรืออาจเป็น 2 วัตถุที่โคจรรอบซึ่งกันและกัน

ยานนิวฮอไรซันส์ บินเฉียดเข้าใกล้วัตถุชื่อว่า “อัลติมา ธูลี” (Ultima Thule) เมื่อวันที่ 1 ม.ค.2562 ที่ผ่านมาเวลาประมาณ 12:33 น. (ตามเวลาประเทศไทย) วัตถุดังกล่าวอยู่จากโลกประมาณ 44 เท่าของระยะห่างจากโลกถึงดวงอาทิตย์ นับเป็นวัตถุที่ไกลที่สุดในระบบสุริยะที่ยานอวกาศเดินทางไปสำรวจ

 

 

เคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วสูงถึง 51,500 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เข้าใกล้เป้าหมายมากที่สุดที่ระยะห่างประ มาณ 3,500 กิโลเมตร เพื่อบันทึกภาพวัตถุให้ได้ความละเอียดสูงทีมนักวิจัยนาซาจะต้องอาศัยระบบการนำทางในอวกาศที่แม่นยำมากที่สุดเท่าที่เคยทำมา เพราะมีโอกาสในการเก็บข้อมูลเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

แถบไคเปอร์กับจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของการกำเนิดระบบสุริยะ กล่าวคือ แถบไคเปอร์ คือ บริเวณที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ตั้งแต่ 30 ถึง 50 เท่าของระยะห่างจากโลกถึงดวงอาทิตย์ (อยู่ถัดจากวงโคจรของดาวเนปจูนออกไป)

บริเวณแถบนี้เต็มไปด้วยวัตถุขนาดเล็กที่กำลังโคจรรอบดวงอาทิตย์ ส่วนใหญ่เป็นหินและน้ำแข็งจากสารประกอบมีเทน แอมโมเนีย และน้ำ เป็นซากที่หลงเหลือจากการก่อตัวของระบบสุริยะในยุคแรกเริ่ม การศึกษาวัตถุในแถบไคเปอร์จะสามารถตอบคำถามได้ว่าระบบสุริยะก่อกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร

ขณะที่ทวิตเตอร์ของนาซาได้เผยแพร่คลิปและภาพดังกล่าวนี้ไว้ มีผู้สนใจเข้ามาดูจำนวนมาก บางคนก็บอกว่ารุปร่างของ อัลติมา ธูลี คล้ายกับมนุษย์หิมะ

Embedded video

ที่มา: http://news.thaipbs.or.th/content/276749

 

ผุดแนวคิดตั้งฐานอวกาศในถ้ำ บนดาวเคราะห์น้อย

ผุดแนวคิดตั้งฐานอวกาศในถ้ำ บนดาวเคราะห์น้อย

ในนิยายวิทยาศาสตร์มักจินตนาการเขียนถึงฐานอวกาศที่ปลูกสร้างขึ้นภายในดาวเคราะห์น้อยที่มีอุโมงค์หรือโพรงขนาดใหญ่ แต่ไม่แน่ว่าสิ่งเหล่านี้อาจเกิดขึ้นจริงในอนาคตเพราะปัจจุบันมนุษยชาติเริ่มตื่นตัวกับแนวคิดการขุดลึกลงไปบนดาวเคราะห์น้อยที่โคจรอยู่ในระบบสุริยะของเรา ซึ่งเชื่อว่าจะนำไปสู่การตั้งถิ่นฐานใหม่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์บนดาวเคราะห์ดวงอื่น ที่มีลักษณะและองค์ประกอบคล้ายกับโลกพร้อมทั้งเอื้อต่อการอาศัยอยู่ของสิ่งมีชีวิต

แนวคิดการสร้างฐานอวกาศภายในดาวเคราะห์น้อยได้จุดประกายให้บรรดานักวิทยาศาสตร์ ซึ่งขณะนี้ทีมนักวิจัยจากภาควิชาฟิสิกส์ดาราศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเวียนนา ในประเทศออสเตรีย เผยถึงความเป็นไปได้จริงที่จะตั้งอาณานิคมภายในหินอวกาศหรือดาวเคราะห์น้อย โดยจะออกแบบให้ฐานอวกาศหมุนเพื่อสร้างแรงโน้มถ่วงเทียม (Artificial Gravity) ที่จะสร้างความสะดวกสบายมากขึ้นให้แก่มนุษย์ที่จะอาศัยอยู่ภายใน จากการคำนวณทางคณิตศาสตร์ ทีมวิจัยเชื่อว่าดาวเคราะห์น้อยจะแข็งแกร่งพอที่จะใช้เป็นฐานและต้านทานต่อการหมุน

อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีความเห็นแย้งว่าการจะก้าวสู่ขั้นตอนต่อไปอย่างการสร้างที่อยู่อาศัยอันน่าสุขสบายภายในหินอวกาศนั้นยากมาก โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงผลกระทบที่น่ากลัวในระยะยาวของภาวะไร้แรงโน้มถ่วงในร่างกายมนุษย์ อีกทั้งการดำรงชีวิตของมนุษย์ในฐานอวกาศภายในดาวเคราะห์น้อย เป็นงานที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญในหลายสาขา เช่น การจัดหาอากาศเพื่อหายใจ ระบบรีไซเคิลที่เหมาะสม อาหาร น้ำดื่ม แสงสว่าง และสำคัญที่สุดสำหรับสุขภาพที่ดีของร่างกายมนุษย์ก็คือแรงโน้มถ่วง.

ที่มา https://www.thairath.co.th/content/1465428

ภาวะโลกร้อน : มหาสมุทรร้อนจนระดับน้ำทะเลอาจสูงขึ้น 30 ซม.ก่อนสิ้นศตวรรษนี้

แดดร้อนที่ชายหาด

ทีมนักวิจัยนานาชาติเผยผลการศึกษาล่าสุดในวารสาร Science โดยชี้ว่าอุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทรต่าง ๆ ทั่วโลกนั้น ร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์เอาไว้มาก ส่งผลให้น้ำทะเลเกิดการขยายตัว จนระดับน้ำอาจเพิ่มสูงขึ้นถึง 30 เซนติเมตรก่อนสิ้นศตวรรษที่ 21 นี้

ปรากฏการณ์ที่น้ำทะเลขยายตัวเนื่องมาจากอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น (Thermal expansion) ทำให้มีความเสี่ยงที่เมืองตามแนวชายฝั่งจะถูกน้ำทะเลหนุนท่วม นอกจากนี้ การที่มหาสมุทรร้อนยิ่งกว่าเดิมยังหมายความว่าหลายพื้นที่จะต้องเผชิญกับสภาพภูมิอากาศแปรปรวนบ่อยครั้งขึ้น เช่นการเกิดพายุที่มีความรุนแรงผิดปกติ

นายซีค เฮาส์ฟาเธอร์ หนึ่งในทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเบิร์กลีย์ของสหรัฐฯ บอกว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยในปี 2018 ที่ผ่านมานั้น ถือเป็นปีที่มหาสมุทรมีอุณหภูมิสูงสุดเท่าที่เคยมีการบันทึกสถิติมา

  • ภาวะโลกร้อน: เตรียมทดลองฉีดสเปรย์ลดโลกร้อนในชั้นบรรยากาศปีหน้า
  • โลกเสี่ยงภาวะเรือนกระจกแบบถาวร หากปล่อยให้ร้อนอีก 2 องศาเซลเซียสน้ำท่วมบ้าน 

    “สัญญาณของภาวะโลกร้อนนั้นสามารถตรวจพบในมหาสมุทรได้ง่ายกว่าบนบก และเนื่องจากมหาสมุทรดูดซับความร้อนส่วนเกินในชั้นบรรยากาศที่เกิดขึ้นจากก๊าซเรือนกระจกไปถึง 90% มหาสมุทรจึงร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วและต้องใช้เวลานานหลายทศวรรษกว่าจะเย็นตัวลง” นายเฮาส์ฟาเธอร์กล่าว

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา วงการวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมเพิ่งตระหนักถึงความสำคัญของมหาสมุทรในการช่วยบรรเทาผลกระทบจากภาวะโลกร้อน แต่ก็พบว่าในปัจจุบันมหาสมุทรต่าง ๆ ดูดซับความร้อนจากชั้นบรรยากาศไว้เกือบเต็มพิกัดแล้ว และจะไม่เย็นตัวลงง่าย ๆ แม้มนุษย์จะสามารถหยุดยั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ในทันทีก็ตาม

    เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดของสหราชอาณาจักร ได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาอีกชิ้นหนึ่งลงในวารสาร PNAS โดยได้ประมาณการระดับอุณหภูมิของมหาสมุทรตลอดช่วง 150 ปีที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าน้ำทะเลร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง คิดเป็นพลังงานในระดับที่สูงกว่าประชากรทั่วโลกใช้ใน 1 ปีถึง 1,000 เท่า

    หนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียนรายงานว่า พลังงานความร้อนที่มหาสมุทรดูดซับเอาไว้ดังกล่าวนั้น เทียบได้กับพลังงานจากระเบิดปรมาณูที่ถล่มเมืองฮิโรชิมา 1 ลูก ซึ่งระเบิดขึ้นในทุก 1 วินาที ตลอดระยะเวลา 150 ปีที่ผ่านมาคนบนชายหาด

    ที่มา:  https://www.bbc.com/thai/international-46837717