นักวิทยาศาสตร์สร้าง “บิ๊กแบง” ขนาดย่อมในห้องทดลองได้โดยบังเอิญ

 

นักวิทยาศาสตร์สร้าง “บิ๊กแบง” ขนาดย่อมในห้องทดลองได้โดยบังเอิญ – BBCไทย

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

การระเบิดขยายตัวครั้งใหญ่หรือ “บิ๊กแบง” (Big Bang) ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เชื่อกันว่าเป็นจุดกำเนิดของจักรวาลนั้น แม้ในทางทฤษฎีน่าจะเกิดขึ้นได้เพียงครั้งเดียว แต่ล่าสุดทีมนักวิจัยด้านวิศวกรรมเครื่องกลและอากาศยานของสหรัฐฯ กลับค้นพบกลไกที่ทำให้เกิดการระเบิดขยายตัวแบบเดียวกันได้ในระดับย่อม ๆ โดยบังเอิญ ระหว่างที่ทำการทดลองในห้องปฏิบัติการ

เหตุดังกล่าวเกิดขึ้น เมื่อทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซนทรัลฟลอริดา (UCF) นำโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. คารีม อาเหม็ด กำลังทดลองหาวิธีสร้างแรงขับดันด้วยไอพ่นความเร็วเหนือเสียง (Hypersonic jet propulsion) ในท่อขนาดเล็กที่ควบคุมการกระแทกปั่นป่วนของอากาศได้

แต่ในขณะที่ปรับเปลี่ยนค่าความปั่นป่วนของกระแสอากาศซึ่งเป็นเงื่อนไขของการทดลองอยู่นั้นเอง พวกเขาพบว่าเปลวเพลิงจากเครื่องยนต์ที่เดิมลุกไหม้อย่างคงที่แบบเปลวเทียน กลับเกิดความแปรปรวนและเร่งปฏิกิริยาภายในตัวเองขึ้นได้อย่างฉับพลัน จนนำไปสู่การระเบิดรุนแรงในที่สุด

ดร. อาเหม็ดกล่าวในรายงานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Science ว่า “การระเบิดในลักษณะนี้มีหลักการพื้นฐานไม่ต่างไปจากซูเปอร์โนวา หรือการระเบิดของดาวฤกษ์ที่สิ้นอายุขัย โดยเราสามารถใช้ความปั่นป่วนเร่งให้ปฏิกิริยาต่าง ๆ เกิดขึ้น จนกลายเป็นการระเบิดที่รุนแรงในระดับมัค 5 หรือมีความเร็วเหนือเสียงถึง 5 เท่า ได้”

“เมื่อเราศึกษาลึกลงไปอีกก็พบว่า การระเบิดแบบซูเปอร์โนวาที่เราสร้างขึ้นโดยบังเอิญนั้น มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับการระเบิดขยายตัวครั้งใหญ่ของเอกภพหรือบิ๊กแบงด้วย โดยกลไกที่นำไปสู่การระเบิดทั้งสองแบบนั้นคล้ายคลึงกัน”

การค้นพบโดยบังเอิญในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเทคโนโลยีการบินและการเดินทางในอวกาศ โดยอาจจะใช้หลักการระเบิดแบบพิเศษสร้างเครื่องยนต์ขับเคลื่อนที่ทรงพลังได้แล้ว ยังช่วยเสริมสร้างความเข้าใจในเรื่องความเป็นมาของเอกภพและเหตุการณ์บิ๊กแบง รวมทั้งช่วงเวลาที่อาจดำรงอยู่ก่อนการเกิดบิ๊กแบงได้อีกด้วย

https://www.khaosod.co.th/bbc-thai/news_3030268

 

เมนูสั่งด้วยเสียง

เมนูสั่งด้วยเสียง

เมนูสั่งด้วยเสียง – เทเยอร์ แทบบ์ วิศวกรจากมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน สหรัฐอเมริกา เปิดเผยความคืบหน้าโครงการพัฒนา “ชีสบอร์ก” (Cheesborg) หุ่นยนต์ทำแซนด์วิชกริลชีส เมนูอาหารเช้าและอาหารว่างยอดนิยม ด้วยคำสั่งเสียง ชีสบอร์กทำงานเชื่อมต่อกับกูเกิ้ล แอสซิสแทนต์ ผู้ช่วยอัจฉริยะที่ทำงานผ่านเสียง

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เมื่อผู้ใช้งานพูดประโยคเริ่มต้นสั่งการและระบุให้ทำแซนด์วิชกริลชีส อุปกรณ์ดูดของหุ่นยนต์ชีสบอร์กจะดูแผ่นขนมปัง 1 ชิ้น และปล่อยลงบนสายพาน จากนั้นหมุนไปอีกทางเพื่อดูดแผ่นชีสขึ้นมา และวางลงบนขนมปังที่อยู่บนสายพาน ก่อนจะหมุนกลับไปทางเดิมเพื่อดูดขนมปังอีกแผ่นเพื่อนำมาวางประกบ

เสร็จแล้วสายพานจะค่อยๆ เคลื่อนที่ นำขนมปังและชีสตรงไปยังเครื่องปิ้งขนมปังแบบพานีนี่ โดยจะปิ้งขนมปังในเวลาที่วิจัยมาแล้วว่าให้ผลลัพธ์ของกริลชีสที่อร่อยที่สุด เมื่อขนมปังสุก ถาดปิ้งจะเปิดออก และแถบดันด้านข้างจะดันกริลชีสร้อนๆ ลงสู่ถาดอีกฝั่งเพื่อให้ผู้ใช้งานหยิบรับประทานได้ทันที

เบื้องต้นชีสบอร์กยังใช้เวลาในการทำกริลชีสค่อนข้างนาน แต่ถือเป็นการจุดประกายหุ่นยนต์ทำครัวสำหรับโลกอนาคต ต่อยอดพัฒนาและปรับปรุงให้กลายเป็นหุ่นยนต์ ทำกริลชีสที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงหุ่นยนต์ทำครัวประเภทอื่นๆ ที่เชื่อมต่อกับระบบสั่งการทางเสียง

https://www.khaosod.co.th/sci-tech/news_3032343

รู้จักโรค “แมลงกินเนื้อคน” แรงขั้นตัดแขนขา พบบ่อย แนะทางป้องกัน

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

จากกรณีที่บอย ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ ดารานักแสดงชื่อดัง ถูกแมลงกินเนื้อกัดที่ขาระหว่างไปแช่น้ำออนเซ็นที่ประเทศญี่ปุ่น ส่งผลให้เกิดการอักเสบจากการติดเชื้อ มีอาการบวม และเริ่มลามประมาณ 2 ฝ่ามือ ทำให้เจ้าตัวต้องเข้ารับการผ่าตัดโดยด่วนเมื่อคืนวันที่ 1 พ.ย. ที่ผ่านมา อันเนื่องมาจาก “โรคแบคทีเรียกินเนื้อคน” หรือที่หลายคนเข้าใจว่า แมลงกินเนื้อคน ตามที่รายงานไปแล้วนั้น

สาเหตุ

สาเหตุของการเกิดโรคแบคทีเรียกินเนื้อคนนั้น มาจากแมลง (ชนิดแมลงไม่จำเพาะ แต่มักจะเป็นแมลงที่กัดแล้วเกิดรู และรอยแดงบนผิวหนัง) กัดเข้าไปที่ผิวหนัง จนทำให้เกิดแบคทีเรียแทรกซ้อนที่เยื่อใต้ผิวหนัง

และในกรณีที่ปล่อยละเลยไว้ แบคทีเรียจะค่อยๆ เข้าไปทำลายเนื้อเยื่อ จนทำให้เลือดเลี้ยงผิวหนังบริเวณนั้นๆ ไม่เพียงพอ ส่งผลให้กล้ามเนื้อตาย และเชื้อแบคทีเรียก็จะเข้าแสเลือดและลามไปทั่วร่างกาย

ปัจจัยเสี่ยง

  • ผิวหนังมีแผลจากแมลงกัดต่อย อุบัติเหตุถูกของมีคมตำหรือบาด แผลผ่าตัด
  • มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง วัณโรค เป็นต้น

อาการ

หากแบ่งอาการของโรค ตามระยะเวลาที่เกิดโรค จะแบ่งออกได้ ดังนี้

  • วันที่ 1-2 มีอาการปวดบริเวณที่เกิดโรค บวม และแดง

อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า “ในผู้ป่วยบางรายจะไม่ค่อยแสดงอาการบริเวณผิวหนังเท่าใดนัก เนื่องจากเกิดในผิวหนังชั้นลึก ซึ่งทำให้มองไม่เห็น แต่จะสามารถรู้สึกถึงอาการปวดได้ หรือมีอาการไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัว หัวใจเต้นเร็ว เพราะฉะนั้น ถ้ามีอาการลักษณะเช่นนี้ อย่าละเลย ต้องรีบพบแพทย์ทันที”

  • วันที่ 2-4  พบว่าบริเวณที่บวมจะกว้างกว่าบริเวณผิวหนังที่แดง มีผื่นผุพองซึ่งบ่งบอกว่าผิวหนังขาดเลือด และมีเลือดซึม ผิวมีสีออกคล้ำเนื่องจากผิวหนังเริ่มตาย และผิวเริ่มมีสีดำ
  • วันที่ 4-5 จะมีความดันโลหิตต่ำ และมีภาวะโลหิตเป็นพิษ ผู้ป่วยจะไม่ค่อยรู้สึกตัว

การรักษา

“หากพบว่า มีอาการน่าสงสัยหรือผิดปกติ หลังจากโดนแมลงกัดหรือมีรอยผื่น ควรมาพบแพทย์โดยด่วนเพื่อวินิจฉัยให้เร็วที่สุด ซึ่งผู้ป่วยบางรายที่รู้ตัวเร็ว สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ”

“สำหรับผู้ป่วยบางรายที่ไม่ได้ทำความสะอาดผิวหนังบริเวณที่ถูกกัด และมาพบแพทย์ล่าช้า จะต้องรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด เพื่อเอาเนื้อที่ตายหรือเนื้อที่ติดเชื้อออก” อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าว

ความรุนแรง

“หากติดเชื้อรุนแรงอาจจำเป็นต้องตัดอวัยวะนั้นๆ ออก ซึ่งส่วนใหญ่มักพบที่แขนและขา” อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าว

การป้องกัน

  • หมั่นสังเกตตนเอง ถ้าพบว่ามีบาดแผล ที่มีอาการปวดบวมแดง หรือมีอาการผิดปกติอื่นๆ บริเวณแผล ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อทำการรักษาก่อนที่โรคจะมีการลุกลามติดเชื้อรุนแรงมากยิ่งขึ้น
  • ในระหว่างที่มีอาการผิดปกติบริเวณผิวหนัง ควรดูแลรักษาทำความสะอาดผิวหนังบริเวณนั้นๆ ให้ดีที่สุด

https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/1695571

ฟิสิกส์ ดิสคอฟเวอรี่ มอบหนังสือ e-book คลื่นกลและคลื่นเสียง ของสำนักพิมพ์ OoKBee

Cover

ฟิสิกส์ ดิสคอฟเวอรี่ มอบหนังสือ e-book  คลื่นกลและคลื่นเสียง ของสำนักพิมพ์ OoKBee

     1545553384479

คลิกค่ะ  ฟรี 

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ญี่ปุ่นเปิดตัวซูเปอร์คาร์ ทำด้วยวัสดุสังเคราะห์จากไม้

ญี่ปุ่นเปิดตัวซูเปอร์คาร์

ญี่ปุ่นเปิดตัวซูเปอร์คาร์ ทำด้วยวัสดุสังเคราะห์จากไม้ – BBCไทย

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

กระทรวงสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่น เปิดตัวรถยนต์ซูเปอร์คาร์ Nano Cellulose Vehicle (NCV) ที่สร้างด้วยวัสดุสังเคราะห์จากไม้และซากพืชเหลือทิ้งจากการเกษตร ซึ่งจะทำให้ตัวถังรถมีน้ำหนักเบา ประหยัดพลังงานในการขับเคลื่อน และไม่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศโลก

รถยนต์รุ่นนี้ทั้งคันจะมีน้ำหนักเบากว่าซูเปอร์คาร์ทั่วไป 10% แต่วัสดุที่ใช้เป็นหลักคือ “เซลลูโลสนาโนไฟเบอร์” (Cellulose Nanofiber – CNF) กลับมีความแข็งแกร่งกว่าและเบากว่าเหล็กกล้าถึง 5 เท่า

NCV
ภายในรถตกแต่งด้วยวัสดุสังเคราะห์จากไม้สไตล์ญี่ปุ่น

เซลลูโลสนาโนไฟเบอร์เป็นวัสดุที่ใช้กันในอุตสาหกรรมหลายประเภท โดยสกัดได้จากเยื่อไม้และเส้นใยของพืช นับเป็นวัสดุชีวมวลที่ล้ำสมัยที่สุดชนิดหนึ่งของโลก มีความหนาแน่นสูงและโครงสร้างเหนียวทนทานยิ่งกว่าใยแมงมุม

ทางการญี่ปุ่นเปิดตัวรถยนต์ NCV ต้นแบบ ในงานโตเกียวมอเตอร์โชว์ซึ่งกำลังมีขึ้นในสัปดาห์นี้ หลังจากที่ทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยเกียวโตและบริษัทยานยนต์ชั้นนำของประเทศเช่นโตโยต้า ได้ร่วมกันคิดค้นและพัฒนาซูเปอร์คาร์ดังกล่าวมาหลายปี

NCV
เบาะนั่งออกแบบโดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากชุดกิโมโนของญี่ปุ่น

กระทรวงสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่นหวังว่า โครงการพัฒนารถยนต์ NCV จะช่วยให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและช่วยลดภาวะโลกร้อน โดยจะส่งเสริมให้มีการรีไซเคิลผลิตภัณฑ์ไม้และซากพืชในระดับอุตสาหกรรมเพื่อนำมาผลิตตัวถังรถยนต์ต่อไป ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการผลิตคาร์บอนในช่วงชีวิตของรถยนต์คันหนึ่งลงได้ถึง 2,000 กิโลกรัม

อย่างไรก็ตาม แม้เครื่องยนต์ของรถ NCV จะใช้เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน ซึ่งไม่ทำให้เกิดการเผาไหม้ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมา แต่ปัจจุบันซูเปอร์คาร์รุ่นนี้ยังทำความเร็วสูงสุดได้เพียง 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น จึงยังไม่พร้อมจะนำออกวางตลาดและทีมนักวิจัยจะต้องพัฒนาปรับปรุงกันต่อไปอีกระยะหนึ่ง

https://www.khaosod.co.th/bbc-thai/news_3022650

นาซาเผยภาพ “กาแล็กซีหน้าผี” ร่วมฉลองเทศกาลฮาโลวีน


กาแล็กซีหน้าผี
NASA/ESA/UW กาแล็กซีวงแหวน Arp-Madore 2026-424 มองดูคล้ายกับใบหน้าของปีศาจ

นาซาเผยภาพ “กาแล็กซีหน้าผี” ร่วมฉลองเทศกาลฮาโลวีน – BBCไทย

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ทีมนักวิทยาศาสตร์ผู้ควบคุมกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลขององค์การนาซาและองค์การอวกาศยุโรป (ESA) เผยภาพปรากฏการณ์ที่หาชมได้ยากในห้วงอวกาศ ซึ่งบันทึกไว้ได้เมื่อช่วงทศวรรษ 1980 โดยเป็นภาพดาราจักรคู่หนึ่งกำลังรวมตัวเข้าด้วยกัน แต่กลับมองดูคล้ายกับศีรษะของภูตผีปีศาจที่จ้องมองออกไปในความมืด

มีการเผยแพร่ภาพนี้ผ่านทางเว็บไซต์ของกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล ที่ spacetelescope.org โดยทีมนักวิทยาสาสตร์ระบุว่าขอร่วมฉลองเทศกาลฮาโลวีนในปีนี้ ด้วยภาพของระบบดาราจักรคู่ Arp-Madore 2026-424 ซึ่งอยู่ห่างจากโลก 704 ล้านปีแสง

ดาราจักรคู่ดังกล่าวถูกจัดประเภทให้อยู่ในกลุ่มของ “กาแล็กซีวงแหวน” (Ring galaxy) โดยส่วนดวงตาปีศาจที่สุกสว่างคือดาราจักรสองแห่งที่กำลังชนและรวมตัวเข้าด้วยกัน ทำให้เกิดกลุ่มฝุ่นและก๊าซฟุ้งกระจายออกไปเป็นรูปวงแหวนโดยรอบ ซึ่งก่อตัวเป็นใบหน้าสีน้ำเงินที่ดูน่าขนลุก

คลื่นกระแทกที่เกิดจากการชนกันของดาราจักรทั้งสอง ผลักให้มวลสารที่กระจัดกระจายออกไปเป็นส่วนจมูกและโครงหน้าของปีศาจอัดตัวกันแน่น และกลายเป็นแหล่งให้กำเนิดดาวฤกษ์ดวงใหม่ ๆ ในเวลาต่อมา

“กาแล็กซีวงแหวนนั้นหาพบได้ยาก มีอยู่เพียงไม่กี่ร้อยแห่งในห้วงอวกาศส่วนที่ใกล้กับกาแล็กซีของเรา โดยคู่ดาราจักรจะต้องเข้าชนกันในจังหวะที่เหมาะเหม็ง จึงจะเกิดวงแหวนลักษณะนี้ขึ้นได้” ทีมนักวิทยาศาสตร์ของนาซากล่าว

“วงแหวนที่เป็นโครงหน้าปีศาจนี้จะคงอยู่เพียงไม่กี่ร้อยล้านปี ก่อนจะสลายตัวไปในที่สุด เหลือทิ้งไว้เพียงดาราจักรเกิดใหม่ขนาดยักษ์ ซึ่งเป็นผลจากการรวมตัวกันของดาราจักรคู่เดิมนั่นเอง”

ด้านทีมนักวิทยาศาสตร์ของนาซาซึ่งรับผิดชอบดาวเทียมสังเกตการณ์ดวงอาทิตย์ Solar Dynamics Observatory (SDO) ก็ได้ร่วมฉลองเทศกาลปล่อยผีประจำปีนี้ด้วยเช่นกัน โดยเผยแพร่ภาพถ่ายของดวงอาทิตย์ที่ดูคล้ายกับตะเกียงฟักทอง “แจ๊ก-โอ-แลนเทิร์น” ไม่มีผิด

NASA / SDO
ในบางครั้ง ดวงอาทิตย์ก็ดูคล้ายกับตะเกียงฟักทอง “แจ๊ก-โอ-แลนเทิร์น”

ภาพดังกล่าวถูกบันทึกไว้ตั้งแต่เมื่อปี 2014 ขณะที่พื้นผิวดวงอาทิตย์บางส่วนมีความเคลื่อนไหวของสนามแม่เหล็กไฟฟ้าสูงกว่าส่วนอื่น ๆ ทำให้ดูเหมือนลุกไหม้สว่างจ้าเป็นพิเศษ

ทีมนักวิทยาศาสตร์ของ SDO ได้เชิญชวนให้ผู้สนใจเข้าชมและดาวน์โหลดภาพดังกล่าวได้ฟรีที่หน้าเฟซบุ๊ก NASA Sun Science และทางเว็บไซต์ nasa.gov

https://www.khaosod.co.th/home

ฟิสิกส์ ดิสคอฟเวอรี่ มอบหนังสือ e-bookวิทยาศาสตร์ช่าง เรื่องไฟฟ้ากระแสสลับ คลื่นและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ของสำนักพิมพ์ OoKBee

Cover (1)

ฟิสิกส์ ดิสคอฟเวอรี่ มอบหนังสือ e-bookวิทยาศาสตร์ช่าง เรื่องไฟฟ้ากระแสสลับ คลื่นและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ของสำนักพิมพ์ OoKBee

     1545553384479

คลิกค่ะ  ฟรี 

คลิก  facebook

“ปรินคิวบ์” (PrinCube)

ปรินคิวบ์

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ปรินคิวบ์ – เดอะกอดทิงก์สจากสหรัฐอเมริกา แนะนำ “ปรินคิวบ์” (PrinCube) เครื่องพิมพ์พกพาทันสมัย ด้วยรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสุดกะทัดรัด กว้าง 7.2 เซนติเมตร ยาว 5.1 เซนติเมตร สูง 6.8 เซนติเมตร และมีน้ำหนักแค่ 160 กรัมเท่านั้น จึงสะดวกต่อการนำไปใช้งานในทุกที่ทุกเวลา เพียงเชื่อมต่อปรินคิวบ์เข้ากับโทรศัพท์มือถือสมาร์ตโฟน ใช้ได้ทั้งระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ และไอโอเอส

ปรินคิวบ์

จากนั้นสแกนคิวอาร์โค้ดด้านหลังปริน คิวบ์เข้าสู่แอพพลิเคชั่น เพื่ออัพโหลดรูปภาพ หรือข้อความ กดปุ่มเริ่มการทำงาน รอจนมีไฟเขียวปรากฏขึ้นแล้วจึงเลื่อนปรินคิวบ์บนวัสดุที่ต้องการ

ปรินคิวบ์พิมพ์บนกระดาษ หนัง โลหะ พลาสติก ซิลิโคน ผ้า ไม้ และแทบจะทุกพื้นผิว ทั้งที่ราบเรียบและไม่ราบเรียบ กับแถบข้อความขนาดสูงสุดที่ 4.3 .และพิมพ์ได้นานถึง 6 ชั่วโมงต่อการชาร์จไฟจนเต็ม 1 ครั้ง

ตลับหมึกใช้เป็นระบบ 4 สี ฟ้า บานเย็น เหลือง และดำ 1 ตลับพิมพ์ได้ความยาวกระดาษเอ 4 สูงสุด 415 หน้า เมื่อหมดแล้วแค่เปิดฝาด้านหลัง ดึงตลับเก่าออก และใส่ตลับหมึกใหม่เข้าไปแทน หากจะพิมพ์ลายสักชั่วคราว หมึกนี้ปลอดภัยต่อผิวหนัง แค่ล้างออกด้วยสบู่ โฟม หรือครีมอาบน้ำ แต่เมื่อพิมพ์ลงบนวัสดุอื่น ข้อความและรูปภาพที่พิมพ์จะติดทนนานเพราะไม่มีความชื้นเหมือนผิวมนุษย์นั่นเอง

https://www.khaosod.co.th/lifestyle/news_3004532

นักฟิสิกส์เผยวิธีมองหา “รูหนอนข้ามจักรวาล” ในธรรมชาติ

รูหนอนข้ามจักรวาล
Getty Images วิธีการที่ใช้พิสูจน์ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป อาจนำมาใช้ค้นหาร่องรอยของรูหนอนในกาแล็กซีทางช้างเผือกได้

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

อวกาศ : นักฟิสิกส์เผยวิธีมองหา “รูหนอนข้ามจักรวาล” ในธรรมชาติ – BBCไทย

การเดินทางไปยังกาแล็กซีอันไกลโพ้นหรืออีกฟากหนึ่งของจักรวาลด้วย “รูหนอน” (wormhole) ยังคงเป็นความฝันที่บรรดานักฟิสิกส์ต้องการจะทำให้เป็นจริงขึ้นมาให้จงได้ แม้ปัจจุบันจะยังคงค้นหาช่องทางดังกล่าว ซึ่งเกิดจากการบิดเบี้ยวพับตัวของปริภูมิ-เวลาในทางทฤษฎีไม่พบก็ตาม

ล่าสุดนอกจากจะมีผู้เสนอวิธีการสร้างรูหนอนที่มีความเสถียรขึ้นมาเองแล้ว ยังมีแนวคิดใหม่ ๆ เพื่อใช้มองหารูหนอนที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติให้ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย โดยทีมนักฟิสิกส์และจักรวาลวิทยาจาก University at Buffalo (UB) ของสหรัฐฯ ได้ตีพิมพ์เผยแพร่วิธีการที่เป็นไปได้มากที่สุดในการค้นหารูหนอนที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ลงในวารสาร Physical Review D. ไว้ดังนี้

ทีมผู้วิจัยระบุว่า เมื่อการพับตัวของปริภูมิ-เวลา (space-time) ได้ทำให้เกิดรูหนอนย่นระยะทางเชื่อมต่อสถานที่สองแห่งในจักรวาลนั้น แรงโน้มถ่วงมหาศาลจากวัตถุที่มีมวลมาก เช่นจากดาวฤกษ์ที่ปลายทางอีกด้านหนึ่งของรูหนอน ย่อมสามารถจะส่งผ่านมาถึงยังปลายทางด้านตรงข้ามที่เราเป็นผู้สังเกตอยู่ได้ โดยแรงโน้มถ่วงมหาศาลนี้จะทำให้การเคลื่อนที่ของวัตถุอวกาศในฝั่งของเรากวัดแกว่งเปลี่ยนแปลงไปจากปกติ

ทีมผู้วิจัยสันนิษฐานว่า เหตุการณ์ที่เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการมีอยู่ของรูหนอนดังกล่าว มีโอกาสจะเกิดขึ้นได้สูงในสภาพแวดล้อมที่มีแรงโน้มถ่วงแบบสุดขั้ว เช่นในห้วงอวกาศโดยรอบหลุมดำมวลยิ่งยวด หรือแม้แต่ในบริเวณขอบฟ้าเหตุการณ์ (event horizon) ของหลุมดำเอง

“เราอาจพิสูจน์สมมติฐานนี้โดยเฝ้าสังเกตและทำแผนที่การโคจรของดาวฤกษ์รอบหลุมดำมวลยิ่งยวด เช่นดาวฤกษ์ S2 ซึ่งโคจรรอบหลุมดำซาจิตทาเรียสเอสตาร์ (Sgr A*)ที่ใจกลางดาราจักรของเรา”

“หากพบว่าดาวฤกษ์ S2 มีการเคลื่อนที่กวัดแกว่งออกจากวงโคจรปกติขณะเข้าใกล้หลุมดำมวลยิ่งยวด ก็มีความเป็นไปได้ว่ามันได้รับอิทธิพลจากแรงโน้มถ่วงที่ส่งผ่านรูหนอนมาจากอีกฟากหนึ่งของจักรวาล”

ก่อนหน้านี้ข้อมูลการโคจรของดาวฤกษ์ S2 รอบหลุมดำซาจิตทาเรียสเอสตาร์ ได้เคยถูกใช้เป็นเครื่องมือพิสูจน์ความถูกต้องของทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์มาแล้วในปี 2018 และคาดว่าการเก็บข้อมูลที่ยาวนานถึง 25 ปีเพื่อการพิสูจน์ทฤษฎีดังกล่าว จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการมองหารูหนอนในธรรมชาติได้

อย่างไรก็ตาม ดร. สตอยโควิชกล่าวย้ำด้วยว่า การกวัดแกว่งออกจากวงโคจรปกติของดาวฤกษ์เพียงอย่างเดียวนั้น อาจไม่เพียงพอที่จะเป็นหลักฐานชี้ถึงการมีอยู่ของรูหนอนได้ทั้งหมด แต่ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการตรวจสอบและศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

“แม้เราจะพบรูหนอนในธรรมชาติเข้าจริง ๆ ก็ใช่ว่าจะใช้มันเดินทางไปกลับข้ามจักรวาลได้ทันที เพราะรูหนอนจะไม่เสถียรและพังทลายลงอย่างรวดเร็ว หากเราไม่มีแหล่งกำเนิด “พลังงานลบ” เข้าช่วยพยุงให้โครงสร้างของรูหนอนเปิดอยู่นานพอ” ดร. สตอยโควิชกล่าวทิ้งท้าย

ดร. เดยาน สตอยโควิช ผู้นำทีมวิจัยอธิบายว่า “เราอาจมองหาร่องรอยของรูหนอนในกาแล็กซีทางช้างเผือกได้ด้วยหลักการดังกล่าว หากมีรูหนอนเกิดขึ้นจริง แรงโน้มถ่วงจากดาวฤกษ์ในอีกฝั่งหนึ่ง จะสามารถมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนที่ของดาวฤกษ์ในฝั่งตรงข้ามได้”

คลิกดูคลิปความละเอียดระดับ HD