เนบิวลาวงแหวนสีฟ้าชี้ชะตากรรมดาวคู่

ในปี พ.ศ.2547 ทีมนักวิทยาศาสตร์จากโครงการสำรวจวิวัฒนาการของดาราจักรด้วยกล้องโทรทรรศน์อวกาศกาแล็กซี (Galaxy Evolution Explorer GALEX) ขององค์การนาซา ได้พบเห็นวัตถุที่ไม่เหมือนกับที่เคยเห็นในกาแล็กซีทางช้างเผือกของเรา นั่นคือก้อนก๊าซจางๆขนาดใหญ่ ที่เหมือนจะมีดวงดาวอยู่ตรงกลาง เมื่อสังเกตอย่างรอบคอบก็พบวงแหวนหนา 2 วงอยู่ภายใน ทีมจึงตั้งชื่อว่าเดอะ บลู ริง เนบิวลา (Blue Ring Nebula)

หลังจากศึกษาด้วยกล้องโทรทรรศน์บนพื้นโลกและกล้องโทรทรรศน์อวกาศหลายตัวกลับยิ่งพบความลึกลับ เนื่องจากเนบิวลาชนิดนี้เป็นหนึ่งในวัตถุหายาก เมื่อเร็วๆนี้ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ในสหรัฐอเมริกา เผยว่า เนบิวลานี้มีลักษณะเป็นวงแหวนก๊าซไฮโดรเจนโดยมีดาวฤกษ์อยู่ตรงกลาง คุณสมบัติของระบบเนบิวลาบ่งชี้ว่ามันคือดาว 2 ดวงที่เหลืออยู่เผชิญกับการตายขั้นสูงสุด โดยการขยับการโคจรเข้าด้านใน ส่งผลให้ดาวทั้งคู่รวมกัน ทั้งนี้ ดาวฤกษ์ส่วนใหญ่ในทางช้างเผือกที่อยู่ในระบบดาวคู่ ก็จะเป็นดาว 2 ดวงโคจรรอบกัน เมื่อดวงดาวมีวิวัฒนาการพวกมันจะขยายตัวและถ้าทั้งคู่อยู่ใกล้กันมากพอ ดาวดวงใดดวงหนึ่งก็สามารถกลืนกินเพื่อนร่วมวงโคจรของตนได้ ทำให้ดาวอีกดวงหมุนวนเข้าด้านใน จนกระทั่งดาวทั้ง 2 ชนกัน ซึ่งขณะที่ดาวอีกดวงสูญเสียพลังงานในการโคจร มันก็สามารถขับวัสดุออกไปด้วยความเร็วสูง

ดังนั้น การค้นพบเนบิวลาวงแหวนสีฟ้าที่หายากจึงเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น เพราะมีความเป็นไปได้ที่จะพบวัตถุดังกล่าวมากขึ้นในอนาคต หากเป็นเช่นนั้น ก็จะทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้รับข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับส่วนที่เหลือของการรวมตัวกันของดวงดาวและกระบวนการที่ควบคุมพวกมันได้.

(ภาพ : Credit : NASA/JPL-Caltech/M.Seibert (Carnegie Institution for Science)/ K.Hoadley (Caltech)/GALEX Team)

https://www.thairath.co.th/news/society/1982783

จีนส่ง “ฉางเอ๋อ 5″ ทะยานสู่ดวงจันทร์ เก็บตัวอย่างดิน-หินกลับโลก

จีนส่ง "ฉางเอ๋อ 5" ทะยานสู่ดวงจันทร์ เก็บตัวอย่างดิน-หินกลับโลก

ยานฉางเอ๋อ 5 ยานลำแรกของจีน ถูกปล่อยขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวดรุ่นลองมาร์ช 5 ถือเป็นภารกิจส่งตัวอย่างจากดวงจันทร์กลับมาครั้งแรกในรอบ 44 ปี

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

วันนี้ (24 พ.ย.63) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ หรือ สดร. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า “ยานฉางเอ๋อ 5 ในฐานะยานลำแรกของจีนเพื่อเก็บตัวอย่างดินและหินจากดวงจันทร์ส่งกลับมายังโลก และเป็นภารกิจส่งตัวอย่างจากดวงจันทร์กลับมาครั้งแรกในรอบ 44 ปี ถูกปล่อยขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวดรุ่นลองมาร์ช 5 (จรวดรุ่นเดียวกับที่จีนใช้ส่งยานเทียนเวิ่น 1 ไปดาวอังคารในวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา) จากฐานปล่อยจรวดเหวินชาง ตั้งอยู่บนเกาะไหหลำ ทางตอนใต้ของประเทศจีน เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 เวลา 03:30 น. ตามเวลาประเทศจีน (04:30 น. ตามเวลาประเทศไทย)

หากภารกิจดำเนินไปได้ด้วยดี ยานลำนี้จะไปถึงดวงจันทร์ช่วงประมาณวันที่ 28 พฤศจิกายน หลังจากนั้นจะส่งตัวอย่างดินกับหินดวงจันทร์กลับมาถึงโลกในช่วงกลางเดือนธันวาคมนี้

ระหว่างการส่งยานฉางเอ๋อ 5 เดินทางสู่ดวงจันทร์ องค์การบริหารอวกาศแห่งชาติจีน (CNSA) ได้ร่วมมือกับองค์การอวกาศยุโรป (ESA) ร่วมติดตามตัวยานระหว่างการเดินทางสู่ดวงจันทร์ด้วยโดยใช้สถานีกูรูในดินแดนเฟรนช์เกียนา ทวีปอเมริกาใต้ รายงานสถานะของยานแก่ทีมควบคุมภารกิจภาคพื้นดินของจีน ณ ศูนย์ควบคุมการบินอวกาศปักกิ่ง”

https://www.tnnthailand.com/content/63196

เยอรมนีลุยทดสอบรถไฟพลังไฮโดรเจน ความเร็วสูงสุด160ก.ม.ต่อชม.

เยอรมนีลุยทดสอบรถไฟพลังไฮโดรเจน ความเร็วสูงสุด160ก.ม.ต่อชม.

เยอรมนีลุยทดสอบรถไฟพลังไฮโดรเจน ความเร็วสูงสุด160ก.ม.ต่อชม.

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เยอรมนีลุยทดสอบรถไฟพลังไฮโดรเจน – วันที่ 24 พ.ย. ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า บริษัท ซีเมนส์ และด็อยท์เชอบาน การรถไฟเยอรมัน ประกาศเดินหน้าทดสอบรถไฟพลังงานไฮโดรเจน (จากน้ำ) ก่อนนำไปใช้ทดแทนรถไฟเครื่องยนต์ดีเซลกว่า 1,300 ขบวน เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ซีเมนส์ ระบุว่า เครื่องยนต์ไฟฟ้าพลังงานไฮโดรเจนดังกล่าวจะทำให้รถไฟสามารถวิ่งได้เกือบ 600 กิโลเมตร ใช้เวลาเติมพลังงาน 15 นาที มีอัตราเร็วสูงสุด 160 ก.ม.ต่อชม. มีกำหนดจะเริ่มทดสอบใช้งานในปี 2567 เป็นเวลา 1 ปี

รถไฟรุ่นดังกล่าวชื่อว่า Mireo Plus H ช่วงแรกจะวิ่งทดสอบให้บริการระหว่างมหานคร 3 แห่ง ในรัฐบาเดิน-เวือร์ทเทมแบร์ก แทนที่หัวจักรดีเซล ช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือก๊าซโลกร้อนลงได้ 330 ตันต่อปี

นายไมเคิล ปีเตอร์ ซีอีโอของซีเมนส์ โมบิลิตี้ กล่าวว่า เครื่องยนต์ไฮโดรเจนเป็นระบบขับเคลื่อนที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสูง และไม่ปลดปล่อยมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม จะสามารถช่วยให้เยอรมนีปฏิรูปรถไฟ และมีส่วนร่วมต่อโลกในการแก้ไขวิกฤตสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงได้

ปัจจุบัน ด็อยท์เชอบาน มีหัวจักรดีเซลใช้งานอยู่ 1,300 ขบวน ขณะที่รางรถไฟร้อยละ 40 นั้นยังไม่ได้ปรับปรุงให้รองรับหัวจักรพลังงานไฟฟ้า โดยด็อยท์เชอบานมีแผนจะทยอยเลิกใช้หัวจักรดีเซลอย่างสมบูรณ์ภายในปี 2593

รายงานระบุว่า Mireo Plus H จะใช้แบตเตอรีเก็บประจุไฟฟ้าและเซลล์เชื้อเพลิงที่สามารถเปลี่ยนไฮโดรเจนและออกซิเจนที่มีอยู่ในน้ำให้กลายเป็นพลังงานไฟฟ้าได้ โดยระยะแรกจะมีเพียง 2 ตู้ แต่ทางซีเมนส์มีแผนจะพัฒนาแบบ 3 ตู้ ให้สามารถวิ่งได้ไกล 1,000 ก.ม.

นายวินฟรีด เฮอร์มันน์ รัฐมนตรีด้านคมนาคมของรัฐบาเดิน-เวือร์ทเทมแบร์ก กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นหัวจักรพลังงานไฟฟ้า หรือรถไฟพลังงานน้ำ ประเด็นสำคัญคือการเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียน เพราะเยอรมนีต้องการเป็นผู้บุกเบิกเทคโนโลยีการขนส่งแบบรักษ์โลก

ทั้งนี้ พลังงานไฟฟ้าจากไฮโดรเจนนั้นถูกมองว่าเป็นพลังงานใหม่ที่มีแนวโน้มจะสามารถนำมาใช้ทดแทนพลังงานจากปฏิกิริยาสันดาปในด้านการขนส่งทางราง

ก่อนหน้านี้ อัลสตอม ผู้พัฒนาเทคโนโลยีจากฝรั่งเศสเคยทดสอบรถไฟพลังงานไฮโดรเจนแล้วทางภาคเหนือของเยอรมนี และขยายเส้นทางเข้าไปในออสเตรียด้วย

ต่อมาซีเมนส์พยายามเข้าเจรจาซื้อบริษัทอัลสตอม แต่ถูกคณะกรรมาธิการของสหภาพยุโรป หรืออียู สั่งห้าม เนื่องจากมองว่าการควบรวมกิจการระหว่างผู้พัฒนารถไฟพลังงานน้ำที่ใหญ่ที่สุดของยุโรปอาจส่งผลเสียในระยะยาวต่อการแข่งขันในอุตสาหกรรมดังกล่าว

https://www.khaosod.co.th/newspaper-column/sci-tech/news_5393311

เปลี่ยนเสื้อผ้า ให้ผลิตพลังงานแสงอาทิตย์

เปลี่ยนเสื้อผ้า ให้ผลิตพลังงานแสงอาทิตย์

ความต้องการใช้พลังงานของมนุษย์นั้นไม่มีที่สิ้นสุดและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย ปริมาณความต้องการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใหม่ๆ ก็ยิ่งเพิ่มขึ้น มากไปกว่านั้นการเดินทางอยู่เสมอทำให้ต้องพึ่งพาแหล่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำหรับชาร์จสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต แล็ปท็อป ซึ่งในอนาคตปลั๊กไฟที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้อาจกลายเป็นเรื่องล้าสมัย

แนวคิดการเปลี่ยนเสื้อผ้าแฟชั่นให้เป็นโรงผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จึงเป็นหนึ่งในแนวทางที่นักวิจัยให้ความสนใจพัฒนามากขึ้น ล่าสุด ทีมวิจัยจากสถาบันวิจัยด้านวัสดุศาสตร์และเทคโนโลยีสวิตเซอร์แลนด์ และสถาบันเทคโนโลยีแห่งสมาพันธรัฐสวิสในซูริก เผยประสบความสำเร็จในการพัฒนาวัสดุที่มีพื้นฐานจากโพลีเมอร์ชนิด Amphiphilic Polymer Co-Networks ให้ทำงานได้เหมือนกับโรงผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และมีความเรืองแสง ซึ่งการเรืองแสงนั้นใช้เทคโนโลยีการรวมรังสีอาทิตย์ (Luminescent Solar Centrators-LSC) วัสดุเรืองแสงใน LSC จะจับแสงโดยรอบและส่งพลังงานไปยังเซลล์แสงอาทิตย์และแปลงแสงให้เป็นพลังงานไฟฟ้า

ทีมอธิบายว่าวัสดุที่คิดค้นขึ้นใหม่สามารถนำมาใช้กับเส้นใยสิ่งทอของเสื้อแจ็กเกต เสื้อยืด และสิ่งอื่นๆ ที่คล้ายกัน ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นตัวสะสมพลังงานแสงอาทิตย์และเป็นแหล่งจ่ายพลังงานเคลื่อนที่ ทำให้วัสดุเรืองแสงมีความยืดหยุ่นต่อการซึมผ่านของอากาศได้ดี ทีมเชื่อว่าสิ่งนี้จะเปิดโอกาสมากมายในการผลิตพลังงานโดยตรงในที่ที่จำเป็น อย่างเช่น การใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พกพาในชีวิตประจำวัน.

(ภาพจาก : Swiss Federal Laboratories for Materials Science and Technology)

https://www.thairath.co.th/news/foreign/1981523

อุกกาบาต ก้อนหินจากอวกาศ โชคจากนอกโลก ขายราคาสูงสุด 60 ล้านบาท

  • เป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก เมื่อสื่อต่างประเทศอ้างว่า โจชัว ฮูตากาลัง หนุ่มช่างทำโลงศพ วัย 33 ปี ชาวอินโดนีเซีย กลายเป็นเศรษฐีแบบไม่รู้ตัว เมื่อได้โชคจากนอกโลก เพราะอยู่ๆ อุกกาบาตลูกหนึ่ง หนักประมาณ 2.1 กิโลกรัม หล่นตูมเฉียดหลังคาบ้านของเขาในจังหวัดสุมาตราเหนือ ก่อนมีผู้เสนอราคาขอซื้อก้อนหินจากอวกาศก้อนนี้ ด้วยเงิน กว่า 1.4 ล้านปอนด์ หรือ 56 ล้านบาท
  • อุกกาบาตก้อนนี้ อยู่ในจำพวก คอนไดรต์ คาร์บอเนต CM1/2 ชนิดหายาก อายุเก่าแก่ 4.5 ล้านปี จากการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านอุกกาบาตจากสหรัฐฯ ซึ่งพำนักอยู่ในบาหลี ได้รีบเดินทางไปยังบ้านของโจชัว ก่อนมีการซื้อขายส่งมอบให้เจย์ เปียเทค แพทย์ และนักสะสมอุกกาบาตจากอินเดียนาโปลิส รัฐอินดีแอนา ในสหรัฐฯ
  • ล่าสุดสื่ออินโดนีเซีย รายงานข้อเท็จจริงว่าโจชัว ขายอุกกาบาต ในราคาเพียง 200 ล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 4.3 แสนบาทเท่านั้น ไม่ใช่ 56 ล้านบาท อย่างที่เป็นข่าว เพราะเป็นราคาประเมินโดยนักสะสมต่างชาติ ทำให้เขารู้สึกผิดหวังเหมือนถูกหลอก ภายหลังขายในราคาต่ำกว่าความเป็นจริง กว่า 100 เท่า
  • “อุกกาบาต” วัตถุลึกลับจากอวกาศลงสู่พื้นโลก มีหลักฐานว่ากว่า 5,000 ปี ชาวอียิปต์โบราณนิยมใช้เศษอุกกาบาต ทำเครื่องประดับ และได้ทำให้หลายคนเป็นเศรษฐีมาแล้ว โดยเฉพาะอุกกาบาตที่มีอายุมากและมีความสวยงาม ราคายิ่งแพงมหาศาล โดยในอดีตมีการประมูลได้ราคาสูง เกือบ 60 ล้านบาท
  • เมื่อเร็วๆ นี้ ช่วงปลายเดือนก.ย.ที่ผ่านมา ชาวบ้าน ต.แม่ศึก อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ได้ลงพื้นที่ป่าชุมชนเขตติดต่อบ้านแม่สะต๊อก กับบ้านนาฮ่อง เพื่อเก็บหินประหลาดหน้าตาคล้ายอุกกาบาต หลังมีชาวบ้านพบแสงประหลาดตกลงมาจากท้องฟ้า
  • สุดท้ายพบกับความผิดหวัง เมื่อผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ หรือ สดร. ยืนยันไม่ใช่อุกกาบาต เพราะมีรูพรุน น่าจะเป็นหินอัคนีพุ หรือหินภูเขาไฟ ที่มีลักษณะเฉพาะตัวมีรูพรุนจากฟองอากาศของลาวาก่อนแข็งตัว ซึ่งหินภูเขาไฟสามารถพบได้ตามพื้นที่ของภูเขาไฟทั่วไป
  • ข้อมูลสมาคมดาราศาสตร์ไทย ระบุ อุกกาบาตเป็นชิ้นส่วนของวัตถุในระบบสุริยะ เช่น ดาวเคราะห์น้อย ดาวหาง ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์ แบ่งเป็น 3 ประเภท 1.อุกกาบาตหิน 2.อุกกาบาตเหล็ก และ 3.อุกกาบาตเหล็กปนหิน โดยในไทยเคยบันทึกไว้ พบอุกกาบาตนครปฐม ในปี 2466 อุกกาบาตเชียงคาน ในปี 2524 และอุกกาบาตบ้านร่องดู่ ในปี 2536
  • วิธีสังเกตก้อนหินที่อาจเป็นลูกอุกกาบาต เช่น ลักษณะแตกต่างจากก้อนหินที่อยู่ในบริเวณข้างเคียง น้ำหนักของวัตถุนั้นผิดปกติ มีความแข็งมากเป็นพิเศษ ผิวไหม้เกรียมคล้ายถูกเผา เนื่องจากอุกกาบาตส่วนใหญ่ มีปฏิกิริยากับแม่เหล็ก เพราะมีส่วนผสมของเหล็กและนิกเกิล
  • ขณะที่ในโลกโซเชียลของไทย มีการประกาศขายอุกกาบาต ในหลายๆ ขนาด หลายๆ รูปแบบ ซึ่งทำเป็นเครื่องประดับ หรือคล้ายก้อนหินธรรมดา มีราคาตั้งแต่หลักร้อย ไปถึงหลักหมื่นบาท และส่วนใหญ่พบว่า ขายในราคาหลักร้อยเท่านั้น ซึ่งต่างอ้างว่าเป็นวัสดุที่ทำมาจากอุกกาบาต
“ดร.อารี สวัสดี” นายกสมาคมดาราศาสตร์ไทย กล่าวกับ “ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์” ว่า ในแต่ละวันอุกกาบาต ตกลงยังพื้นโลกในลักษณะเป็นแสงยาว จำนวนนับไม่ถ้วนหลายๆ ตัน ทั้งกลางวันและกลางคืน ซึ่งมีหลายขนาดตั้งแต่ขนาดเท่ากับหัวนิ้วมือ ไปจนถึงขนาดเท่ากำปั้นของคน และใหญ่สุดมีน้ำหนักมากถึง 1 ตัน โดยอุกกาบาต เป็นก้อนหินตกลงมาจากอวกาศมาสู่โลก เนื่องจากแรงดึงดูดของโลก แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ อุกกาบาตโลหะ มีส่วนผสมของเหล็ก และไม่เป็นโลหะ ซึ่งเป็นทราย
ส่วนราคาของอุกกาบาต ขึ้นอยู่ที่คนจะตั้งราคาขึ้นมา และคนซื้อมีความพอใจจะซื้อหรือไม่ ซึ่งอุกกาบาตที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป จะมีราคาแพงมาก และแล้วแต่ความนิยมของคน นำไปสู่การประมูลราคา ทั้งๆ ที่เป็นก้อนหินปกติในแง่ดาราศาสตร์ บางคนเก็บอุกกาบาตได้ก็เก็บไว้ไม่ยอมขาย แต่ทางดาราศาสตร์ จะเก็บอุกกาบาตไว้ศึกษาทางวิชาการ โดยอุกกาบาต เป็นสิ่งหลอมเหลวที่มาจากอวกาศ เมื่อผ่านชั้นบรรยากาศ จะมีความแข็ง

“อุกกาบาตส่วนใหญ่จะตกลงไปในน้ำแล้วหายไป เพราะโลกมีเพียง 1 ส่วนเท่านั้น ที่เป็นพื้นดิน อีก 3 ส่วนเป็นน้ำ เป็นทะเล มหาสมุทร หรือเมื่อตกบนพื้นดินที่เป็นดินอ่อน จะจมลงไปในดิน ยกเว้นเป็นพื้นดินแข็ง หากใครโชคดีก็จะเจอ แต่ส่วนใหญ่จะเจอน้อยมาก เคยมีหลายๆ คน เห็นแสงพุ่งไป เมื่อไปค้นหายังจุดต่างๆ ไม่ค่อยจะเจอ สิ่งพวกนี้มันเป็นธรรมชาติ เป็นวิทยาศาสตร์ในเรื่องวัตถุตกจากท้องฟ้า ตกทุกวันทั่วโลกเป็นตันๆ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเห็น อย่างในกรุงเทพฯ นานๆ เจอที ให้นึกถึงแผนที่โลก มันใหญ่แค่ไหน โอกาสที่จะตกในกรุงเทพฯ นั้นยากมากจริงๆ”.

https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/1981144

“ไฮเปอร์ลูป” เทคโนโลยีอนาคตฝันที่เป็นจริง

1606092302322@2x

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

และแล้วแคปซูลไฮเปอร์ลูป (Hyperloop) ในหนังเรื่อง King Man ที่เคยถูกมองว่าเป็นแค่เรื่องขายฝัน หรือเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่ไม่มีทางเกิดขึ้นจริงได้ ก็กลายเป็นเรื่องจริงและใกล้ความจริงมากขึ้น เมื่อ pod หรือแคปซูลที่วิ่งผ่านท่อสุญญากาศด้วยความเร็ว 1,200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังจะถูกนำมาใช้เป็นทางเลือกของการเดินทางที่เร็วที่สุดในโลกภายในปีหน้า

หลังจากที่ จอช กีเกล ผู้บริหารโครงการเวอร์จิน ไฮเปอร์ลูป และ ซารา ลูเชียน ผู้อำนวยการดูแลประสบการณ์ของผู้โดยสาร เข้าร่วมการทดลองในการเป็นผู้โดยสารของไฮเปอร์ลูป 2 คนแรกที่นั่งไปกับ pod หรือแคปซูลที่วิ่งไปในอุโมงค์สุญญากาศ ด้วยความเร็วสูงสุด 172 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การทดสอบครั้งนี้ใช้เวลา 15 วินาทีกับระยะทาง 500 เมตร

1606092431460@2x

เวอร์จิน ไฮเปอร์ลูป ทำการทดสอบความเร็วและการเดินทางของไฮเปอร์ลูปมาแล้ว 400 ครั้ง แต่ไม่มีผู้โดยสารหรือสิ่งมีชีวิตร่วมเดินทางไปในแคปซูลด้วย จนมั่นใจว่าพร้อมสำหรับผู้โดยสารจริงๆ ครั้งนี้จึงถือเป็นครั้งแรกที่มีคนนั่งไปในแคปซูลด้วย

ลูเชียน บอกว่า เธอรู้สึกตื่นเต้นกับการทดลองครั้งนี้มาก และเชื่อว่า ไฮเปอร์ลูปจะเป็นทางเลือกสำหรับการเดินทางแห่งอนาคตในระยะเวลาอันใกล้นี้

ขณะที่ กีเกล ผู้บริหารระดับสูงของเวอร์จิน ไฮเปอร์ลูป บอกว่า การทดสอบครั้งนี้ เป็นการยืนยันว่าไฮเปอร์ลูปมีความปลอดภัยจริงๆ โดยทางบริษัทได้จ้างบริษัทตรวจสอบความปลอดภัย Certifier จากฝรั่งเศส มาร่วมยืนยันความปลอดภัยในการทดสอบคราวนี้ด้วย

Virgin Hyperloop เป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีการคมนาคมขนส่งในสหรัฐฯ หนึ่งในหลายบริษัทที่นำคอนเซปต์ “ไฮเปอร์ลูป” ของ Elon Musk ไปพัฒนาต่อ เช่นเดียวกับบริษัท Hyperloop Transportation Technologies (HTT), TransPod, DGWHyperloop, Zeleros เป็นต้น

ไฮเปอร์ลูปมีแนวคิดมาจากรถไฟแม็กเลฟ (maglev) ซึ่งเป็นรถไฟความเร็วสูงที่ใช้เทคโนโลยีพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าในการสร้างแรงยกตัวให้รถไฟวิ่งไปโดยที่ลอยอยู่เหนือรางแทนการใช้ล้อ จากนั้นใช้การเร่งความเร็วไปตามอุโมงค์สุญญากาศเพื่อทำให้ไฮเปอร์ลูปทำความเร็วได้มากขึ้น

รถไฟแม็กเลฟของญี่ปุ่นได้สร้างสถิติโลก ด้วยการทำความเร็วสูงสุดราว 601 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (374 ไมล์ต่อชั่วโมง) ในการทดสอบวิ่งใกล้กับภูเขาไฟฟูจิ เมื่อปี 2015

ทั้งนี้ ไฮเปอร์ลูปเป็นเทคโนโลยีที่ใช้เวลาในการพัฒนาหลายปี เริ่มต้นจากไอเดียของอีลอน มัสก์ ในปี 2013 โดยมัสก์ตั้งเป้าความเร็วสูงสุดของไฮเปอร์ลูป ไว้ที่ 1,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อย่นระยะเวลาการเดินทางในอนาคต

สำหรับเวอร์จิน ไฮเปอร์ลูป ก่อตั้งขึ้นในปี 2014 จากนั้นกลุ่มบริษัทเวอร์จิน กรุ๊ป ได้เข้าไปลงทุนในปี 2017 โดยก่อนหน้านี้บริษัทเป็นที่รู้จักในนาม ไฮเปอร์ลูป วัน (Hyperloop One) และเวอร์จิน ไฮเปอร์ลูป วัน (Virgin Hyperloop One)

ร็อบ ลอยด์ ผู้บริหาร เวอร์จิน ไฮเปอร์ลูป วัน เคยให้สัมภาษณ์ว่า ในทางทฤษฎีเทคโนโลยีนี้จะช่วยให้ผู้คนสามารถเดินทางระหว่างสนามบินฮีทโธรว์และสนามบินแกตวิคในกรุงลอนดอน ซึ่งมีระยะทาง 72.42 กิโลเมตร (45 ไมล์) ได้ภายในเวลาเพียง 4 นาที

ทั้งนี้ เวอร์จิน ไฮเปอร์ลูป ยังสำรวจความเป็นไปได้ในการใช้เทคโนโลยีนี้ในประเทศอื่นๆด้วย เช่น การตั้งสมมติฐานเรื่องการเดินทางระหว่างนครดูไบกับกรุงอาบูดาบี ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยใช้เวลาเพียง 12 นาที เมื่อเทียบกับการขนส่งมวลชนที่มีอยู่ในปัจจุบันที่ต้องใช้เวลาในการเดินทางกว่า 1 ชั่วโมง

หากเทียบกับระบบการเดินทางขนส่งทั้งหมด ต้องยอมรับว่า วันนี้ ไฮเปอร์ลูปเป็นระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพที่สุดในโลก รวดเร็วระดับ 1,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง น้อยกว่าในทางทฤษฎีเล็กน้อย ที่ระบุว่าไฮเปอร์ลูปจะมีความเร็วอยู่ที่ 1,200 กิโลเมตร/ชั่วโมง และใช้พลังงานเพียง 15% ของรถไฟแม็กเลฟที่ทันสมัยที่สุดของญี่ปุ่น ทำให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แถมยังมีราคาถูกกว่า โดยใช้เงินเพียงครึ่งเดียวของรางรถไฟความเร็วสูง ทั้งในด้านการลงทุนราง และระบบปฏิบัติการ เพราะการที่ยานพาหนะเคลื่อนที่ในอุโมงค์สุญญากาศด้วยแรงขับเคลื่อนแม่เหล็กไฟฟ้า ทำให้ไม่มีแรงเสียดทานจากล้อกับรางและจากลม การใช้พลังงานจึงประหยัดที่สุด

ในขณะที่ผู้คนทั่วโลก กำลังมองหาการคมนาคมขนส่งแห่งอนาคต เชื่อว่า ไฮเปอร์ลูป น่าจะเป็นหนึ่งนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด.

https://www.thairath.co.th/lifestyle/auto/1980493

 

เวอร์จิน ไฮเปอร์ลูป ประสบความสำเร็จในการทดสอบ “พ็อด” ขนส่งผู้โดยสารครั้งแรกของโลก

1605061295315@2x

เวอร์จิน ไฮเปอร์ลูป (Virgin Hyperloop) บริษัทด้านเทคโนโลยีการคมนาคมขนส่งในสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการทดสอบการขนส่งแคปซูลโดยสาร หรือ “พ็อด” (Pod) ของระบบขนส่งความเร็วสูง “ไฮเปอร์ลูป” โดยที่มีคนโดยสารไปด้วยเป็นครั้งแรกของโลก

เทคโนโลยีการขนส่งแห่งอนาคตนี้เป็นการใช้ “พ็อด” วิ่งไปในอุโมงค์สุญญากาศด้วยความเร็วสูง ซึ่งในการทดสอบครั้งล่าสุดในทะเลทรายรัฐเนวาดา พ็อดที่มีผู้โดยสารสองคน ซึ่งเป็นพนักงานของบริษัท สามารถเดินทางไปตามทางวิ่งยาว 500 เมตร โดยใช้เวลา 15 วินาที ด้วยความเร็วสูงสุด 172 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (107 ไมล์ต่อชั่วโมง)

ซารา ลุคยัน (ขวา) และ จอช เกียเกล ผู้โดยสารคู่แรกของการทดสอบระบบไฮเปอร์ลูป / VIRGIN HYPERLOOP

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวของความมุ่งมั่นของบริษัทที่มีเป้าหมายที่จะทำความเร็วในการเดินทางด้วยเทคโนโลยีนี้ให้ได้กว่า 1,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

น.ส.ซารา ลุคยัน ผู้อำนวยการฝ่ายประสบการณ์ลูกค้า ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้โดยสารที่เข้าร่วมการทดสอบครั้งนี้ บรรยายความรู้สึกการได้ลองใช้เทคโนโลยีการขนส่งแห่งอนาคตนี้ว่าทำให้เธอ “ตื่นเต้นทั้งทางกายและใจ”

การทดสอบมีขึ้นในเขตทะเลทรายนอกเมืองลาสเวกัส เมื่อช่วงบ่ายวานนี้ (8 พ.ย.) โดยทั้งเธอและนายจอช เกียเกล หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี ต่างสวมเสื้อแขนยาวผ้าฟลีซและกางเกงยีนส์แบบธรรมดาในการทดสอบครั้งนี้ มากกว่าจะสวมชุดแบบนักบิน

VIRGIN HYPERLOOP
อุโมงค์ทดสอบของเวอร์จิน ไฮเปอร์ลูป ในทะเลทรายรัฐเนวาดา ของสหรัฐฯ

 

น.ส.ลุคยัน ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวบีบีซีว่า การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่น และ “ไม่รู้สึกเหมือนการนั่งรถไฟเหาะตีลังกาเลย” แม้ในช่วงการเร่งความเร็วจะรู้สึกถึง “พลัง” มากกว่าการเดินทางไปตามทางวิ่งที่ยาวกว่า แต่ทั้งสองก็ไม่ได้รู้สึกไม่สบายหรือคลื่นไส้แต่อย่างใด

เวอร์จิน ไฮเปอร์ลูป ไม่ใช่บริษัทเดียวที่พัฒนาเทคโนโลยีไฮเปอร์ลูป แต่นี่ถือเป็นครั้งแรกที่มีการทดสอบระบบโดยที่มีคนโดยสารไปด้วย

ไฮเปอร์ลูปเป็นเทคโนโลยีที่ใช้เวลาในการพัฒนาหลายปี โดยสร้างขึ้นจากแนวคิดของนายอีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งบริษัทเทสลา ซึ่งในช่วงแรกกลุ่มนักวิจารณ์เปรียบแนวคิดนี้เป็นนิยายวิทยาศาสตร์

นายมัสก์ ได้เสนอแนวคิดระบบขนส่งนี้ครั้งแรกเมื่อปี 2013 โดยตั้งเป้าว่าจะพัฒนาระบบนี้ให้มีความเร็วสูงสุดที่ 1,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อย่นระยะเวลาการเดินทางในอนาคต

ALAMY
เวอร์จินระบุว่า พ็อด ของไฮเปอร์ลูป สามารถทำความเร็วสูงสุดที่ 1,000 กม./ชม.

ไฮเปอร์ลูป มีแนวคิดมาจากรถไฟแม็กเลฟ (maglev) ซึ่งเป็นรถไฟความเร็วสูงที่ใช้เทคโนโลยีพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าในการสร้างแรงยกตัวให้รถไฟวิ่งไปโดยที่ลอยอยู่เหนือรางแทนการใช้ล้อ จากนั้นใช้การเร่งความเร็วไปตามอุโมงค์สุญญากาศเพื่อทำให้ไฮเปอร์ลูปทำความเร็วได้มากขึ้น

รถไฟแม็กเลฟของญี่ปุ่นได้สร้างสถิติโลก ด้วยการทำความเร็วสูงสุดราว 601 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (374 ไมล์ต่อชั่วโมง) ในการทดสอบวิ่งใกล้กับภูเขาไฟฟูจิ เมื่อปี 2015

เวอร์จิน ไฮเปอร์ลูป ก่อตั้งขึ้นในปี 2014 จากนั้นกลุ่มบริษัทเวอร์จิน กรุ๊ป ได้เข้าไปลงทุนในปี 2017 โดยก่อนหน้านี้บริษัทเป็นที่รู้จักในนาม ไฮเปอร์ลูป วัน (Hyperloop One) และ เวอร์จิน ไฮเปอร์ลูป วัน (Virgin Hyperloop One)

VIRGIN HYPERLOOP/HANDOUT VIA REUTERS
ที่นั่งผู้โดยสารภายใน “พ็อด

ในการให้สัมภาษณ์กับบีบีซีเมื่อปี 2018 นายร็อบ ลอยด์ ผู้บริหาร เวอร์จิน ไฮเปอร์ลูป วัน ในขณะนั้น ระบุว่า ในทางทฤษฎีเทคโนโลยีนี้จะช่วยให้ผู้คนสามารถเดินทางระหว่างสนามบินฮีทโธรว์และสนามบินแกตวิคในกรุงลอนดอน ซึ่งมีระยะทาง 72.42 กิโลเมตร (45 ไมล์) ได้ภายในเวลาเพียง 4 นาที

นอกจากนี้ เวอร์จิน ไฮเปอร์ลูป ยังสำรวจความเป็นไปได้ในการใช้เทคโนโลยีนี้ในประเทศอื่น ๆ ด้วย เช่น การตั้งสมมุติฐานเรื่องการเดินทางระหว่างนครดูไบกับกรุงอาบูดาบี ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยใช้เวลาเพียง 12 นาที เมื่อเทียบกับการขนส่งมวลชนที่มีอยู่ในปัจจุบันที่ต้องใช้เวลาในการเดินทางกว่า 1 ชั่วโมง

VIRGIN HYPERLOOP/HANDOUT VIA REUTERS
ไฮเปอร์ลูปเป็นเทคโนโลยีที่ใช้เวลาในการพัฒนาหลายปี โดยสร้างขึ้นจากแนวคิดของนายอีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งบริษัทเทสลา ซึ่งในช่วงแรกกลุ่มนักวิจารณ์เปรียบแนวคิดนี้เป็นนิยายวิทยาศาสตร์

นักวิจารณ์ชี้ว่า การสร้างระบบขนส่งไฮเปอร์ลูปมีเรื่องสำคัญที่จะต้องคำนึงถึงหลายอย่าง ทั้งการขออนุญาตก่อสร้าง และการก่อสร้างเครือข่ายอุโมงค์สุญญากาศขนาดใหญ่สำหรับเส้นทางสายต่าง ๆ

น.ส.ลุคยัน ยอมรับถึงอุปสรรคความยากลำบากในการก่อสร้างระบบขนส่งแห่งอนาคตนี้ แต่ชี้ว่า “ระบบสาธารณูปโภคเป็นเรื่องสำคัญที่คนในรัฐบาลหลายคนให้ความสนใจ เรารู้ว่าผู้คนกำลังมองหาทางแก้ปัญหา พวกเขากำลังมองหาการคมนาคมขนส่งแห่งอนาคต เราสามารถสร้างระบบขนส่งแบบของทุกวันนี้หรือของวันวานได้ และต้องเผชิญกับปัญหาเดิม ๆ ที่เกิดขึ้น หรือเราควรจะมองหาการสร้างอะไรที่แก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้”

https://www.khaosod.co.th/bbc-thai/news_5287950

จีนยิงจรวดส่งดาวเทียมเพื่อทดสอบ “ระบบสัญญาณ 6G” ดวงแรกของโลกขึ้นสู่อวกาศแล้ว

586563

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

สำนักข่าว Asia Times รายงานว่า จีนประสบผลสำเร็จในการนำดาวเทียม 6G ดวงแรกของโลกขึ้นสู่อวกาศเพื่อทดสอบเทคโนโลยีตรวจวัดระบบสัญญาณ โดยดาวเทียมดวงดังกล่าวถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรพร้อมกับดาวเทียมอีก 12 ดวงจากศูนย์ปล่อยดาวเทียมไท่หยวน มณฑลซานซี

ดาวเทียม 6G เป็นหนึ่งในดาวเทียมทั้ง 3 ดวงของจีนที่ประสบความสำเร็จในการส่งขึ้นสู่วงโคจร พร้อมกับดาวเทียมสำรวจระยะไกลเชิงพาณิชย์อีก 10 ดวง ที่พัฒนาโดย บริษัท Satellogic ของอาร์เจนตินา

การทดสอบระบบสัญญาณ 6G จะใช้ความถี่เทราเฮิร์ตซ์ (Terahertz) เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งสามารถส่งข้อมูลได้รวดเร็วกว่าระบบสัญญาณ 5G โดยไม่ต้องตั้งเสาสัญญาณก็สามารถให้บริการเชื่อมโยงสื่อสารได้ทั่วทุกมุมโลก

เทคโนโลยีนี้คาดว่าจะเร็วกว่า 5G ประมาณ 100 เท่า ทำให้สามารถส่งข้อมูลแบบไม่สูญเสียไปในอวกาศ เพื่อให้เกิดการสื่อสารทางไกลด้วยกำลังไฟที่น้อยลง

ทั้งนี้เทคโนโลยี 6G ยังถือว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้น และยังต้องเอาชนะอุปสรรคทางเทคนิคอีกหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นในด้านฮาร์ดแวร์และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ก่อนที่เทคโนโลยีจะสามารถวางจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ได้

#ThailandState #ThailandStateUpdate

https://asiatimes.com/2020/11/china-leapfrogs-world-with-first-6g-experimental-satellite/?fbclid=IwAR24qrlZ-YtQIrZ8vU0-2UpTzhk9iC9yxYfalaV_t0VZnv5nqFwbvMXbj-w

วัคซีนของบริษัทไฟเซอร์ ต้านโควิด-19ได้มากกว่า 90%

มาแล้ว! วัคซีนของบริษัทไฟเซอร์ ต้านโควิด-19ได้มากกว่า 90%

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

บริษัทยาไฟเซอร์ อิงค์ของสหรัฐฯ และไบโอเอ็นเท็คเยอรมนี ประสบความสำเร็จในการผลิตวัคซีนโควิด-19 ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคมากกว่า 90%

ผลการทดลองวัคซีนโควิด-19 ที่พัฒนาร่วมกันโดยบริษัทไฟเซอร์ อิงค์ บริษัทยาใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ และ ไบโอเอ็นเท็ค ซึ่งเป็นบริษัทยาของเยอรมนี พบว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพมากกว่า 90% ในการป้องกันไวรัสโควิด-19 สำหรับผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อมาก่อน หลังจากใช้เวลาในการทดลองกับอาสาสมัครกว่า 1 หมื่นคน ซึ่งนับเป็นความคืบหน้าที่ก้าวล้ำไปไกลที่สุด ในการต่อสู้กับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในเวลานี้

ผลการพัฒนาวัคซีนในเบื้องต้นนี้ยังเป็นการปูทางให้แก่บริษัทผลิตวัคซีนที่จะนำวัคซีนดังกล่าวไปใช้งานฉุกเฉินในสหรัฐอเมริกา เพื่อควบคุมการระบาดของเชื้อไวรัสที่คร่าชีวิตประชาชนทั่วโลกไปแล้วกว่า 1 ล้าน 2 แสนคนทั่วโลก โดยหากการวิจัยเพิ่มเติมในกลุ่มอาสาสมัคร 44,000 คนในเวลาอีกราว 2 เดือน พบว่าวัคซีนดังกล่าวมีความปลอดภัย ไฟเซอร์จะขอทางการสหรัฐฯอนุมัติใช้วัคซีนฉุกเฉินให้แก่ประชาชนอายุระหว่าง 16 – 85 ปี เพื่อเร่งควบคุมการระบาดของโรค
ก่อนหน้านี้ นักวิทยาศาสตร์คาดหวังว่าวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 จะมีประสิทธิภาพอย่างน้อย 60-70% ขณะที่นายแพทย์แอนโทนี ฟาวซี ผู้อำนวยการสถาบันภูมิแพ้และโรคติดต่อแห่งชาติสหรัฐฯ เคยกล่าวว่า หากวัคซีนมีประสิทธิภาพ 50-60% ก็ถือว่ายอมรับได้ ดังนั้นการที่วัคซีนนี้มีประสิทธิภาพสูงถึงมากกว่า 90% ถือว่าเยี่ยมยอด

https://www.thairath.co.th/news/foreign/1973428