กลับสู่หน้าแรกของโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ฟิสิกส์ราชมงคล

เปลี่ยนขนาดอักษร
  • A A A
  • หมวดหมู่

    บทความฟิสิกส์

    วีดีโอฟิสิกส์

    บทความชีววิทยา

    วีดีโอชีววิทยา

    บทความเคมี

    วีดีโอเคมี

    บทความคณิตศาสตร์

    วีดีโอคณิตศาสตร์

    บทความทั่วไป

    วีดีโอทั่วไป

     Blog science 1

    Blog science 2

    Blog science 3

    Blog science 4

     

    มีนาคม 2019
    พฤ อา
    « มี.ค.    
     123
    45678910
    11121314151617
    18192021222324
    25262728293031
    สถิติรวม
    OS

    Browser

    IP 34.207.146.166

    usersonline 0

    Most Read Posts
    • No results available
    คลังเก็บ

     

    ทฤษฎีใหม่ว่าด้วยกำเนิดระบบสุริยะไม่เพียงเผยจุดกำเนิดอันร้อนแรงและแสนอลหม่าน แต่ยังชี้ถึงอนาคตที่ไม่อาจคาดเดา

     

      
     คลิกครับ
     บรรยายความคิดเห็นผ่านทาง Facebook

    สมัยที่พวกเราส่วนใหญ่เป็นเด็ก ระบบสุริยะดูเป็นสิ่งมั่นคงและมีกฎเกณฑ์ “ดาวเคราะห์เก้าดวงอยู่ในวงโคจรคงที่แน่นอนชั่วนิรันดรเหมือนกลไกนาฬิกา” เรณู มัลโฮตรา แห่งมหาวิทยาลัยแอริโซนา บอก ดวงดาวในท้องฟ้าจำลอง และออร์เรอรี (orrery – อุปกรณ์ที่ใช้แสดงการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ในช่วงเวลา สัมพัทธ์ที่ถูกต้อง โดยใช้ระบบเฟืองที่ละเอียดแม่นยำ) ล้วนสร้างขึ้นจากแนวคิดนี้ซึ่งเริ่มต้นโดยไอแซก นิวตัน ในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 นิวตันแสดงให้เห็นว่า วงโคจรดาวเคราะห์เป็นสิ่งที่คำนวณได้จากอันตรกิริยาเชิงโน้มถ่วง (gravitational interaction) ระหว่างดาวเคราะห์กับดวงอาทิตย์ ไม่นานต่อมา ช่างนาฬิกาก็สร้างออร์เรอรีที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ด้วยดาวเคราะห์ทองเหลืองที่วนเวียนรอบดวงอาทิตย์บนเส้นทางตายตัวของแต่ละดวง

    นิวตันเองรู้ว่าความเป็นจริงยุ่งเหยิงกว่านั้น เขาตระหนักว่า ดาวเคราะห์ย่อมมีอันตรกิริยาระหว่างกัน ความโน้มถ่วงของดาวเคราะห์อาจมีกำลังอ่อนกว่าของดวงอาทิตย์มาก แต่นานเข้าก็สามารถเปลี่ยนทางโคจรของดาวเคราะห์เพื่อนบ้านได้ ทว่าในทางปฏิบัติ ไม่มีใครเคยเห็นความเปลี่ยนแปลงของวงโคจรดาวเคราะห์ แนวคิดที่ว่าระบบสุริยะทำงานประหนึ่งกลไกนาฬิกาจึงอยู่ยั้งยืนยงตลอดมา

     

    แต่มุมมองที่ล้ำลึกกว่านั้นเกิดขึ้นในทศวรรษที่ผ่านมา หลายร้อยล้านปีหลังการก่อกำเนิด ดาวเคราะห์ยักษ์พากันย้ายวงโคจร และเหวี่ยงหินใหญ่กับดาวหางออกไปทุกทิศทาง ทรรศนะนี้ชี้ว่าพื้นผิวเป็นหลุมเป็นบ่อของดวงจันทร์คือประจักษ์พยานที่หลงเหลือจากยุคมหาประลัยนั้น

    แนวคิดเรื่องดาวเคราะห์ย้ายวงโคจรเกิดขึ้น ตอนที่นักวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์กำลังพิศวงกับลักษณะอื่นๆ อีกหลายอย่างของระบบสุริยะ พอถึงต้นศตวรรษนี้ พวกเขาก็ตระหนักว่า กำเนิดของระบบสุริยะนั้นเต็มไปด้วยความรุนแรง ดาวเคราะห์ก่อตัวขึ้นด้วยการดูดกลืนวัตถุดาวเคราะห์ ได้แก่ ดาวเคราะห์น้อยหิน ดาวหาง และวัตถุใหญ่กว่านั้น ที่พุ่งกระแทกด้วยความเร็วสูง เหตุการณ์นี้น่าจะเกิดขึ้นในช่วง 100 ล้านปีแรก

    เรื่องชวนพิศวงคือ ความรุนแรงไม่ได้จบแค่นั้น อีกหลายร้อยล้านปีต่อมา ดวงจันทร์ถูกวัตถุขนาดใหญ่พุ่งชนอีกหลายระลอก จนทิ้งหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่ไว้มากมาย ช่วงเวลาที่เรียกว่า การกระหน่ำหนักยุคหลัง (Late Heavy Bombardment) นี้ควรจะเกิดกับโลกรุนแรงกว่าเสียอีก นักวิทยาศาสตร์ไม่มีคำอธิบายที่ดีสำหรับเหตุการณ์นี้ ทั้งๆ ที่ตอนนั้น ดาวเคราะห์ต่างๆ ได้กวาดเศษวัตถุออกไปพ้นวงโคจรเกือบหมดแล้ว

     

    ช่วงร้ายแรงที่สุดของการกระหน่ำหนักยุคหลังน่าจะสิ้นสุดภายใน 100 ล้านปี แต่งานของบิลล์ บอตต์คี แห่งสถาบันวิจัยเซาท์เวสต์เมื่อไม่นานมานี้เสนอว่า การชนที่ดำเนินต่อมาอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตเป็นเวลายาวนานถึงสองพันล้านปีหลังจากนั้น เวลาที่ดาวเคราะห์น้อยชนโลก หินหลอมเหลวจะฟุ้งกระจายเป็นหยดเล็กๆ สูงขึ้นไปในบรรยากาศและตกลงมาเป็นลูกปัดแก้วแข็งๆ เรียกว่า เม็ดกลมเล็ก (spherule) ดาวเคราะห์น้อยขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 กิโลเมตรที่ตกใส่คาบสมุทรยูกาตานเมื่อราว 65 ล้านปีก่อนและล้างเผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์จนหมดสิ้น ยังทิ้งแหล่งสะสมเม็ดกลมเล็กที่เกิดขึ้นในคราวนั้นไว้ให้ค้นพบกันทั่วโลก ที่ผ่านมามีการค้นพบแหล่งสะสมเม็ดกลมเล็กที่คล้ายกันมากกว่า 12 แห่ง ซึ่งเกิดจากการพุ่งชนระหว่าง 1,800 ล้านปีถึง 3,700 ล้านปีล่วงมาแล้ว

    บอตต์คีบอกว่า อาจมีดาวเคราะห์น้อยมากถึง 70 ดวงพุ่งชนโลก แต่ละดวงใหญ่พอฟัดพอเหวี่ยงกับดวงที่ล้างเผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์

    “วิวัฒนาการของระบบสุริยะมีพลวัตมากครับ” เลวิสันบอก “จะว่ารุนแรงก็ใช่ แต่ระบบสุริยะของเรายังจัดว่าค่อนข้างเบา เมื่อเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นที่อื่น คงต้องเบาแบบนั้นแหละถึงจะทำให้ดาวเคราะห์มีสภาพที่ชีวิตสามารถดำรงอยู่ได้”

    ข้อมูลจากนิตยสาร เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย

    Comments are closed.