กลับสู่หน้าแรกของโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ฟิสิกส์ราชมงคล

เปลี่ยนขนาดอักษร
  • A A A
  • หมวดหมู่

    บทความฟิสิกส์

    วีดีโอฟิสิกส์

    บทความชีววิทยา

    วีดีโอชีววิทยา

    บทความเคมี

    วีดีโอเคมี

    บทความคณิตศาสตร์

    วีดีโอคณิตศาสตร์

    บทความทั่วไป

    วีดีโอทั่วไป

     Blog science 1

    Blog science 2

    Blog science 3

    Blog science 4

     

    กรกฎาคม 2019
    พฤ อา
    « มี.ค.    
    1234567
    891011121314
    15161718192021
    22232425262728
    293031  
    สถิติรวม
    OS

    Browser

    IP 54.81.220.239

    usersonline 0

    Most Read Posts
    • No results available
    คลังเก็บ

    ภาพดวงอาทิตย์ขณะปะทุและมีใยสุริยะพวยพุ่งออกมาจากชั้นบรรยากาศ ซึ่งหอดูดาวอวกาศโซลาร์ไดนามิกส์ของนาซาบันทึกภาพไว้ได้ โดยภาพนี้เป็นภาพจาก 2 ความยาวคลื่น คือ 304 และ 171 อังสตรอม (นาซา/สเปซด็อทคอม)

    ดูกันให้ชินก่อนดวงอาทิตย์ตื่นตัวถี่สูงสุดในปี 2013 ล่าสุดนาซาเผยทั้งคลิปและภาพนิ่งขณะชั้นบรรยากาศดวงอาทิตย์ปะทุเป็นสายออกมายืดยาวในอวกาศ ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างเกิดพายุสุริยะรุนแรงเมื่อ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยมีสาเหตุจากกิจกรรมสนามแม่เหล็กบนพื้นผิวดวงอาทิตย์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

    หอดูดาวอวกาศโซลาร์ไดนามิกส์ (Solar Dynamics Observatory) หรือยานอวกาศเอสดีโอ (SDO) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) รวมถึงหอดูดาวสังเกตดวงอาทิตย์อื่นๆ ได้จับภาพปรากฏการณ์ใยสุริยะ (solar filament) และการปะทุของชั้นบรรยากาศดวงอาทิตย์ซึ่งพ่นมวลชั้นโคโรนา (coronal mass ejection) หรือซีเอ็มอี (CME) สู่อวกาศเมื่อวันที่ 31 ส.ค.2012 ที่ผ่านมา

    มวลชั้นโคโรนาของดวงอาทิตย์ได้พุ่งสู่อวกาศด้วยความเร็วมากกว่า 1,450 กิโลเมตรต่อวินาที โดยมวลเหล่านั้นคืออนุภาคมีประจุที่เมื่อปะทะโลกแล้วจะรบกวนการทำงานของดาวเทียมและการสื่อสารวิทยุ รวมถึงทำลายระบบส่งกระแสไฟฟ้าได้ แต่นอกจากด้านร้ายๆ แล้ว ผลกระทบจากอนุภาคเหล่านั้นยังทำให้เกิดออโรรา (aurora) หรือแสงเหนือ (Northern Light) แสงใต้ (Southern Light) ที่สวยงามเมื่อปะทะสนามแม่เหล็กโลก

    อย่างไรก็ดี ยังนับว่าเป็นโชคดีสำหรับโลกเพราะจากข้อมูลที่นักวิทยาศาสตร์นาซาแถลงสเปซด็อทคอมระบุว่า อนุภาคซีเอ็มอีไม่ได้พุ่งมายังโลกโดยตรง แต่ก็มีการเชื่อมกับสภาพแม่เหล็กของโลกหรือแมกเนโตสเฟียร์ (magnetosphere) ด้วยการแฉลบไป และเป็นสาเหตุให้เกิดแสงออโรราในคืนวันที่ 3 ก.ย. ตามเวลาซีกโลกตะวันตก

    ซี อเล็กซ์ ยัง (C. Alex Young) นักฟิสิกส์สุริยะจากศูนย์การบินอวกาศก็อดดาร์ด (Goddard Space Flight Center) ของนาซากล่าวว่า เป็นเรื่องยากที่จะระบุขนาดของปรากฏการณ์ 3 มิติ จากภาพ 2 มิติในมุมที่เห็นนี้ แต่คาดว่าใยสุริยะน่าจะมีขนาดมากกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของโลก 30 เท่า และเมื่อใยสุริยะพุ่งสู่อวกาศแล้วก็จะขยายตัวอย่างรวดเร็วได้เป็นระยะทางหลายล้านกิโลเมตร

    สำหรับภาพใยสุริยะนี้หอดูดาวเอสดีโอได้บันทึกไว้ด้วยความยาวคลื่นที่แตกต่างกัน 4 ความยาวคลื่น สัมพันธ์กับอุณหภูมิของวัตถุสุริยะที่แตกต่างกัน และจากเปรียบเทียบภาพเหล่านี้สเปซด็อทคอมระบุว่านักวิทยาศาสตร์คาดหวังที่จะปรับปรุงแผนที่การเคลื่อนไหวของพลาสมาบนดวงอาทิตย์ระหว่างการปะทุให้ดีขึ้น

    สเปซด็อทคอมระบุอีกว่า ใยสุริยะยังเป็นที่รู้จักว่าเป็นเปลวสุริยะ (prominence) ซึ่งเราเรียกว่าใยสุริยะเมื่อเห็นลักษณะการพ่นมวลที่ขวางกับพื้นผิวดวงอาทิตย์ โดยใยสุริยะเหล่านั้นจะยึดติดกับบรรยากาศชั้นล่างของดวงอาทิตย์ที่เรียกว่าโฟโตสเฟียร์ (photosphere) และจะขยายออกสู่บรรยากาศชั้นนอกที่เรียกว่าโคโรนา (corona)

    ตามรอบวัฏจักรสุริยะ (solar cycle) ทุกๆ 11 ปีนั้น ในปี 2013 ดวงอาทิตย์จะเกิดกิจกรรมและการปะทุถี่มากที่สุดจากนั้นจะค่อยลดจำนวนและสงบลงอย่างเช่นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และกิจกรรมบนดวงอาทิตย์นี้ยังสอดคล้องกับจำนวน “จุดมืด” (sunspot) ซึ่งช่วงนี้กำลังเพิ่มมากขึ้นด้วย

    ภาพใยสุริยะจากกล้องของหอดูดาวอวกาศไซลาร์ไดนามิกส์ 4 ความยาวคลื่น ไล่ตามเข็มนาฬิกาจากซ้ายบน 335, 171, 304 และ 131 อังสตรอม (นาซา/สเปซด็อทคอม)

    คลิปภาพความละเอียดสูงของการเกิดใยสุริยะที่ยานโซลาร์ไดนามิกส์ของนาซาบันทึกไว้ได้

    http://youtu.be/GrnGi-q6iWc

    Comments are closed.